
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 สำนักงาน ป.ป.ท. ภายใต้การอำนวยการของนายภูมิวิศาล เกษมศุข เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท. มอบหมายให้ พ.ต.ท.สิริพงษ์ ศรีตุลา รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท. และ พ.ต.ท.สราวุธ คำเหลือง ผู้อำนวยการกองอำนวยการต่อต้านการทุจริต พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ ป.ป.ท. ประสานความร่วมมือกับ พล.ต.ต. จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. พล.ต.ต.ประสงค์ เฉลิมพันธ์ ผบก.ปปป. พ.ต.อ. ภาณุมาศ แสงส่ง ผกก.1 บก.ปปป. พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนกลาง สำนักงาน ป.ป.ช. และกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ร่วมกันสืบสวนจับกุมและแจ้งข้อกล่าวหาผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ที่ จ.7/2569 ลงวันที่ 12 มีนาคม 2569 ในฐานความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 143 และตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 175 ณ กรมฝนหลวงและการบินเกษตร แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ

สืบเนื่องจากผู้บริหารกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้เข้าพบพนักงานสอบสวน กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ เพื่อร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดำเนินคดีกับนายศรายุทธฯ อายุ 41 ปี ภายหลังถูกบุคคลดังกล่าวแอบอ้างใช้ชื่อ "สุรชัย" ติดต่อทางโทรศัพท์และเข้าพบถึงสถานที่ทำงาน โดยอ้างว่าตนมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับคณะกรรมการสำนักงาน ป.ป.ช. และสามารถให้ความช่วยเหลือทำให้คดีที่ผู้กล่าวหาถูกไต่สวนเกี่ยวกับการแบ่งซื้อแบ่งจ้างโครงการปรับปรุงอาคารเมื่อปี 2565 สิ้นสุดลงหรือมีมติ "ตีตก" ได้ ทั้งนี้ ผู้ต้องหาได้เรียกรับเงินจำนวน 15,000,000 บาท เป็นค่าดำเนินการในการจูงใจเจ้าพนักงาน พร้อมทั้งนำเอกสารที่เกี่ยวข้องกับสำนวนการไต่สวนมาแสดงต่อผู้กล่าวหาเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ

จากพฤติการณ์ดังกล่าว ผู้กล่าวหาเห็นว่าเป็นการกระทำที่มิชอบด้วยกฎหมาย จึงได้ประสานความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่สำนักงาน ป.ป.ช. เพื่อทำการตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐาน โดยมีการวางแผนบันทึกภาพและเสียงขณะมีการติดต่อและเจรจา รวมถึงการรวบรวมพยานบุคคล ข้อมูลการใช้หมายเลขโทรศัพท์ และภาพจากกล้องวงจรปิดในสถานที่เกิดเหตุ จนสามารถยืนยันตัวบุคคลผู้กระทำความผิดได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ จากการสืบสวนยังปรากฏว่าผู้ต้องหายังคงมีพฤติการณ์ติดต่อผู้กล่าวหาอย่างต่อเนื่อง เพื่อสอบถามความคืบหน้าทางคดีและพยายามเจรจาต่อรองจำนวนเงินลงเหลือประมาณ 2-3 ล้านบาท อันแสดงให้เห็นถึงเจตนาในการเรียกรับผลประโยชน์โดยมิชอบอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ

ภายหลังจากการรวบรวมพยานหลักฐานครบถ้วน พนักงานสอบสวนจึงได้ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย ยื่นคำร้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง เพื่อขออนุมัติออกหมายจับผู้ต้องหา เนื่องจากเห็นว่าการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดอาญาร้ายแรง และมีเหตุอันควรเชื่อว่าผู้ต้องหาอาจหลบหนีหรือไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน จนกระทั่งวันนี้ บก.ปปป. ได้สนธิกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่สำนักงาน ป.ป.ท. สำนักงาน ป.ป.ช. และกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดปฏิบัติการ "ล้วงคองูเห่า" เข้าจับกุมผู้ต้องหามาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

"ผู้ต้องหาหรือจำเลยยังเป็นผู้บริสุทธิ์ตราบใดที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด"
"ความผิดดังกล่าว เกิดจากการกระทำส่วนบุคคลไม่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานต้นสังกัด"