
“เจ้าสัวคีรี” พาชมห้องตัวอย่างบ้านชาวไทย มั่นใจจองหมดก่อน 20 ก.พ. นี้ ล่าสุดลงทะเบียนจองแล้วกว่า 6 พันราย แบงก์พรีแอพปรูปแล้วกว่า 4 พันราย ชี้หากความต้องการเกินก็จะจับสลาก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ นายนายคีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัทบีทีเอส เข้าเยี่ยมชมห้องตัวอย่าง (Sales Gallery) โครงการ “บ้านชาวไทย” โครงการแรก D:CODE SRI NAKARIN โดยได้รับเกียรติจาก ดร.มหัทธนะ อัมพรพิสิฏฐ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) นายรังสิน กฤตลักษณ์ กรรมการบริหาร และผู้อำนวยการใหญ่สายปฏิบัติการ บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) และ รศ.ดร.เอกพงษ์ ตรีตรง ประธานกรรมการ บริษัท ไอดีล วัน จำกัด พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูง จากกลุ่มบริษัทบีทีเอส และพันธมิตร เข้าร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง ณ Sales Gallery D:CODE SRI NAKARIN บ้านชาวไทย D:DODE ศรีนครินทร์

นายคีรี กล่าวว่า โครงการบ้านชาวไทยมีการพัฒนาด้วยแนวคิดที่จะให้กลุ่มคนที่เริ่มทำงานใหม่ๆ รายได้ยังไม่นิ่งและเช่าที่อยู่อาศัย ให้มีที่อยู่อาศัยหรือบ้านเป็นของตัวเอง จึงคิดโครงการบ้านชาวไทยขึ้นมาก่อนที่จะพัฒนาโครงการก็ได้มีการคิดเรื่องดังกล่าวมาค่อนข้างนาน และเมื่อได้มีการหารือกับทางผู้บริหารธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และมีการนำเสนอบอร์ด ธอส. บอร์ดก็เห็นด้วย ธอส. จึงได้มีการสนับสนุนเงินกู้ให้กับผู้ที่ต้องการซื้อ โดยที่คนเหล่านี้ไม่ต้องจ่ายเงิน 2 ก้อนในเวลาเดียวกัน คือ ค่าเช่าและเงินดาวน์ แต่นำเงินดังกล่าวไปฝากไว้ที่ ธอส. และเมื่อโครงการก่อสร้างแล้วเสร็จก็ค่อยโอนและจ่ายเงินกู้
“ผมมั่นใจว่า สิ่งที่ผมทำจะประสบผลสำเร็จ เพราะเป็นโครงการที่ดี และวันนี้เป็นวันแรกที่เปิดให้เข้าชมห้องตัวอย่าง เพราะนี่คือโครงการบ้านชาวไทย และยืนยันว่าในอนาคตเราจะไม่ทำแค่คอนโดมิเนียม แต่เราจะทำบ้านอยู่อาศัยด้วย โดยหากมีกำลังซื้อเราก็จะกระจายไปยังต่างจังหวัดด้วย”

นายคีรี กล่าวว่า ตั้งแต่วันแรกที่เปิดตัวโครงการจนถึงวันนี้ นับแล้ว 10 กว่าวัน พบว่าขณะนี้มีคนเข้ามาลงทะเบียนจองสิทธิแล้วกว่า 6 พันราย และ ธอส. ได้มีการพรีแอพปรูฟแล้วกว่า 4 พันราย ทั้งนี้หากกพบว่าความต้องการเกินจำนวนห้องที่มีอยู่ก็จะมีการจับสลากอย่างโปร่งใสและยุติธรรม
“สำหรับโครงการบ้านชาวไทยจะเปิดให้จองจนถึงวันที่ 20 ก.พ.นี้ แต่หากหมดก่อน ก็จะปิดทันที และหากพบความความต้องการมีมากกว่าจำนวนยูนิตที่เปิดจองก็จะจับสลาก และยืนยันว่าจะดำเนินการอย่างโปร่งใสและยุติธรรม”

นายคีรี กล่าวว่า 2 โครงการที่เปิดให้จองนั้น มีจำนวนกว่า 10,000 ยูนิต ขนาดห้อง คือ 30 , 45 และ 60 ตร.ม. ถือว่าไปเกินครึ่งแล้ว โครงการบ้านชาวไทยไม่เฉพาะ กทม. เราจะไปทุกที่ ที่มีคนอยากมีบ้านเป็นของตัวเอง เมื่อไรที่เห็นโครงการบ้านชาวไทยขึ้น เป็นความสุขสิ่งดีๆ ราคาดีๆ ไปถึงท่าน เพราะเราสนับสนุนคุณภาพชีวิตในด้านการอยู่อาศัย ต่างจังหวัดมีแน่เป็นบ้านเป็นหลังไม่ใช่คอนโด กทม. ถ้าเป็นบ้านราคาจะสูงเกินไปเลยเน้นทำคอนโดมิเนียมเป็นหลัก เพราะเราต้องการสนับสนุนกลุ่มที่ยังไม่แข็งแรงซื้อบ้านราคาแพง
“ผมอยากสนับสนุนคนที่เช่าโดยไม่ต้องเช่าให้มีที่อยู่อาศัยของตัวเอง ไม่ใช่กลุ่มล่างจนผ่อนไม่ได้ เราเจาะกลุ่มค่าเช่า 5-8 พันบาทต่อเดือน จะทำได้เท่าไหร่ดูความพร้อม อย่างเรื่องระบบรักษาความปลอดหภัย เราก็จะใช้หุ่นยนต์ในการดำเนินการ เพราะเรามีบริษัทดูแลพวกนี้อยู่คิดว่าหุ่นยนต์พวกนี้ดูแลด้านความปลอดภัยได้หรือไม่ และลดต้นทุนการดูแลได้หรือไม่ โครงการกว่าจะสร้างเสร็จใช้เวลาอีก 2 ปี หุ่นยนต์สุนัขที่ออกมาให้ดูเชื่อว่ามีคอนโทรลที่โครงการติดต่อกันได้ตลอด ลดต้นทุนส่วนกลาง และบัตรแรบบิตก็มาใช้ในโครงการ เช่น ประตูเปิดโดยบัตร จะทำให้ทันสมัยที่สุด อินเตอร์เน็ตต้องแรง เราต้องการสร้างอะไรใหม่ๆ”

นายคีรี กล่าวว่า เราทำแบบนี้เราไม่ใช่องค์กรเสียสละ เราเป็นบริษัทมหาชน เราต้องจัดทุกอย่างให้มีกำไรเหมาะสม และคิดว่าเป็นแนวทางที่ในการทำอสังหาฯ แบบปกติ โครงการนี้ตนมีความเชื่อมั่นมาก ว่าจะทำกำไรให้กับบริษัทได้ และเป็นโครงการที่ดีกับสังคมได้ เชื่อว่าจะไม่เหมือนโครงการอื่น เพราะเราอยากสนับสนุนให้คนมีบ้าน เพราะไม่ต้องผ่อนดาวน์ ด้วยสิ่งที่เราให้เต็มๆ และถูกกว่าท้องตลาด เชื่อว่าคนที่จองโครงการจะมีความสุข และมีความมั่นใจ โครงการนี้เป็นโครงการแรกและจะมีโครงการ 2 , 3 จะตามมา เพราะเป็นโครงการเพื่อสั่งคม เราทำด้วยความจริงใจ จะเกิดขึ้นได้เมื่อคุณเห็นของจริง การดีไซน์เรียบง่าย ต้นทุนก่อสร้างเลยถูกกว่าคนอื่น เพราะเราสั่งเป็นหมื่นชิ้นเพื่อให้ราคาถูกกว่าตลาด เป็นกำไรของคนอยู่อาศัยเพราะเกือบทุกชิ้นเป็นสิ่งจำเป็น

“ของที่เราเลือกจะเหมาะที่สุดในการใช้สอย อย่างโซฟาหนังแท้ นั่งแล้วไม่ร้อน ที่จอดรถ 35% ของที่ดิน 42 ไร่ที่จะก่อสร้าง โครงการอยู่ใกล้สถานีรถไฟฟ้า สิ่งที่เราคิดเหมาะสม และเมื่อมีการโอนก็จะได้โฉนดเป็นกรรมสิทธิ์ โดยโครงการนี้มีทั้งหมด 23 อาคาร แบ่งเป็นอาคารสำหรับผู้อาศัยที่มีสัตว์เลี้ยง 3 อาคาร รวม 500 ยูนิต โดยมีสวนอยู่ตรงกลางสำหรับสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะ”

ดร.มหัทธนะ อัมพรพิสิฏฐ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) กล่าวว่า สำหรับเงื่อนไขการจอง คืออยากให้คนไทยมีบ้าน โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยและปานกลาง ที่อยากมีบ้าน เราก็อยากให้เขา เราออกแบบดอกเบี้ยและรูปแบบการดำเนินการให้เหมาะกับกลุ่มคนเหล่านี้ โดยอยู่ภายใต้ระเบียบของ ธอส. มาปรับให้เข้ากันด้วยการปล่อยสินเชื่อโดยการคิดดอกเบี้ยสอดคล้องกับการเช่า
“ธอส.อยากสนับสนุนให้คนไทยมีบ้าน ดังนั้นหากผู้ประกอบการรายอื่นคิดเหมือนบีทีเอส ธอส.ก็พร้อมที่จะสนับสนุน โครงการนี้ยังไม่ได้เริ่มสร้าง เราจะคิดดอกเบี้ยเมื่อจะมีการโอน เช่น การส่งค่างวด คิดล้านละ 3 พัน”


