
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน เผยแพร่บทความพิเศษเกี่ยวกับสถานการณ์ร้อนวิกฤตพลังงาน มีสาระสำคัญที่น่าสนใจ..
น้ำมันตะวันออกกลางสำคัญแค่ไหน : ผลิตน้ำมันวันละ 30% ส่งออก 25% ของโลก
โลกผลิตน้ำมันวันละ 106 ล้านบาร์เรล และส่งออก 45 ล้านบาร์เรล ประเทศตะวันออกกลางผลิตวันละ 30 ล้านบาร์เรลต่อวัน ส่งออกวันละ 25 ล้านบาร์เรล ใช้ในประเทศ 5 ล้านบาร์เรล โดย 20 ล้านบาร์เรลส่งออกทางช่องแคบฮอร์มุช และที่เหลือส่งออกทางท่อที่สำคัญ คือท่อน้ำมันของซาอุฯ (East West Oil Pipeline) ระยะ 1,200 ไปสู่ท่าเรือ Yanbu ในทะเลแดง และท่อน้ำมัน Fujarah ของ UAE ที่ออกทางอ่าวโอมาน ระยะทาง 400 กม. (ดูตารางที่ 1 ภูมิภาคที่ผลิตน้ำมันโลก 2025 ภูมิภาค)

ไทยพึ่งน้ำมันจากตะวันออกกลางมากสุด 60% นำเข้าจากอเมริกาเหนือพุ่ง 5,000%
ใน 1 ทศวรรษที่ผ่านมา (ปี 2016-2025) ไทยนำเข้าเพิ่มจาก 320 ล้านบาร์เรล เพิ่มเป็น 354 ล้านบาร์เรล เพิ่มขึ้น 34 ล้านบาร์เรล หรือเพิ่ม 10.6% ไทยนำเข้าจากตะวันออกกลางมากสุด สัดส่วน 60% (ทั้ง 2 ช่วงเวลา) ในปี 2025 นำเข้าจากอเมริกาเหนือ (จากสหรัฐฯ) เพิ่มขึ้นมากกว่า 50 ล้านบาร์เรล หรือเพิ่มขึ้น 5,244 % ในขณะที่ไทยนำเข้าลดลงจากอาเซียน ประเทศตะวันออกกลางที่ไทยนำเข้าน้ำมันมากสุดคือ UAE ตามด้วยซาอุ ส่วนประเทศในอเมริกาเหนือที่ไทยนำเข้ามากคือ สหรัฐฯ ส่วนในอาเซียนมีการนำเข้าทั้งจากมาเลเซียและอินโดนีเซียในปริมาณที่ใกล้เคียงกัน (ดูตารางที่ 2 : การนำเข้าน้ำมันดิบของไทย ปี 2016 กับ 2025)

ส่องโครงสร้างราคาน้ำมันดีเซลไทย: ทำคนไทยจ่ายแพงกว่ามาเลเซียและอินโดนีเซีย
โครงสร้างการคิดคำนวณราคาน้ำมันดีเซลของไทยกับมาเลเซียและอินโดนีเซีย มีความแตกต่างกันมาก ในโครงสร้างราคาน้ำมันดีเซล ไทยเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน แต่มาเลเซียกับอินโดนีเซียไม่เก็บ ส่วนอื่นๆ มาเลเซียและอินโดฯ เก็บน้อยกว่าไทย เช่น ภาษีสรรพสามิต, VAT และค่าการตลาด เป็นต้น ขณะเดียวกันมาเลเซียและอินโดนีเซียใช้เงินงบประมาณ เพื่อตรึงราคาที่ต้องการลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน (ดูตารางที่ 3 โครงสร้างราคาน้ำมันดีเซลไทย เทียบ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ปี 2569)

ดีเซล 29.94 บาท/ลิตร : สิทธิคนไทยต้องได้ใช้นาน 3 เดือน
สงครามตะวันออกกลาง เมื่อวันที่ 28 ก.พ. 2569 รัฐบาลบอกว่าไทยมีสต๊อกน้ำมันอยู่ 3 เดือน นั้นหมายความว่า น้ำมันดิบเหล่านั้นซึ้อมาก่อนวันที่ 28 ก.พ. 2569 แสดงว่าประเทศไทยมีน้ำมันดิบอยู่ที่ 90 ล้านบาร์เรล หรือ 14,310 ล้านลิตร สิ่งที่เกิดขึ้นคือ รัฐบาลมีการตรึงราคาน้ำมันดีเซล 15 วัน สิ้นสุดวันที่ 17 มี.ค 2569 และเมื่อวันที่ 13 มี.ค 2569 มีการปรับค่าการกลั่น (Gross Refinery Margin :GRM) จาก 2 บาท/ลิตร เป็น 6 บาท/ลิตร ทั้ง 2 กรณี “ไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะปรับ” ที่จะส่งผลกระทบต่อราคาขายปลีก เพราะน้ำมันดิบที่ประเทศไทยมีอยู่ เป็นการซื้อด้วยราคาถูก ซื้อมาก่อนวันที่ 28 ก.พ. 2569
คนไทยควรได้สิทธิที่ซื้อน้ำมันดีเซลที่ราคา 29.94 นาน 3 เดือน นับตั้งแต่วันที่ 28 มี.ค. 2569 ไปจนถึงวันที่ 28 มิ.ย. 2569 ไม่ควรมีการปรับขึ้นราคา

ราคาน้ำมันดีเซลวันที่ 27 ก.พ. 2569: ค่าการกลั่นอยู่ที่ 5.2 บาท/ลิตร
โดยเมื่อวันที่ 27 ก.พ. 2569 ราคาน้ำมันดิบดูไบอยู่ที่ 68 เหรียญต่อบาร์เรล หรือ ราตา WTI อยู่ที่ 67 เหรียญต่อบาร์เรล แต่ MOPS สิงคโปร์อยู่ที่ 92.88 เหรียญต่อบาร์เรล “ค่าการกลั่นอยู่ที่ 5.2 บาท/ลิตร หรือ GRM” เห็นได้ว่าร้อยละ 63% ของราคาขายปลีกดีเซลเป็นราคาหน้าโรงกลั่น และ 23% เป็นภาษีสรรพสามิต โดยใช้สูตรในการคำนวณราคาขายปลีกดีเซล
ทั้งนี้สูตรการคำนวณราคาหน้าโรงกลั่น = (MOPS, USD/bbl + ส่วนเพิ่มราคา+ ค่าขนส่ง + ค่าประกัน) คูณ อัตราแลกเปลี่ยน, บาทต่อดอลล่าร์) หาร 158.987 (ลิตรต่อบาร์เรล)
โดย (MOPS + ส่วนเพิ่มราคา+ ค่าขนส่ง + ค่าประกัน) เป็นการอ้างอิงราคา CIF ที่ตลาดสิงคโปร์ (Import Parity Price) เมื่อ MOPS คือราคาน้ำมันดีเซลสำเร็จรูป (Mean of Platts Singapore) และ GRM (Gross Refinery Margin) หรือค่าการกลั่น = กำไรขั้นต้นของโรงกลั่น = ราคาน้ำมันดีเซลสำเร็จรูป (MOPS) – ราคาน้ำมันดิบ (ดูตารางที่ 4 : โครงสร้างราคาขายปลีกดีเซลวันที่ 27 ก.พ.2569)

จากราคาหน้าโรงกลั่นที่ 18.96 บาท/ลิตร สามารถแยกแยกเป็นต้นทุนน้ำมันดิบคือ 13.5 บาท/ลิตร ค่าการกลั่น 5.2 บาท/ลิตร (ไม่ใช่ 2 บาท/ลิตร) ค่าพรีเมียม และค่าขนส่ง 0.2 บาท/ลิตร (ดูตารางที่ 5 โครงสร้างราคาหน้าโรงกลั่นและ GRM เมื่อวันที่ 27 ก.พ. 2569 / ตารางที่ 7 โครงสร้างราคาหน้าโรงกลั่นวันที่ 17 มี.ค. 2569)


ทำไม “คนไทยต้องรับกรรม” จ่ายดีเซลแพง!
1. การคำนวณโครงสร้างราคาน้ำมันขายปลีกมีปัญหา : วิธีการคิดราคาน้ำมันขายปลีกของไทย เป็นการคิดให้สูง แล้วผลักภาระราคาให้คนไทยต้องจ่าย ทั้งราคาที่สูงและเงินเข้ากองทุน ในขณะที่มาเลเซีย และอินโดนีเซีย แม้ว่าจะอ้างอิงราคาสิงคโปร์ แต่ทั้ง 2 ประเทศไปปรับให้ราคาลดลง เช่น ไม่เก็บภาษี ไม่เก็บเงินเข้ากองทุน
2. ห่วงโซ่อุตสาหกรรมน้ำมันได้ประโยชน์ คนไทยเสียประโยชน์ : ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นตั้งแต่ต้นน้ำ ไปจนไปราคาขายปลีก ในขณะที่คนไทยต้องซื้อน้ำมันที่ห่วงโซ่อุตสาหกรรมน้ำมันเป็นผู้กำหนดราคา คนไทยไม่มีทางเลือก
3. อุตสาหกรรมไบโอดึเซลขาดการผลักดัน : ไทยเป็นประเทศที่ใช้ไบโอดีเซลน้อยที่สุดในอาเซียนคือ B7 ในขณะที่ มาเลเซียใช้ B20 และอินโดนีเซียใช้ B40 ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาไม่มีรัฐบาลชุดใด ส่งเสริมและผลักดันให้มีการใช้ไบโอดีเซลให้เพิ่มขึ้น
4. ราคา 2 ตลาด ทำตลาดน้ำมันปั่นปวนและขาดแคลน : แม้ว่ารัฐบาลจะประกาศว่ามีน้ำมันเพียงพอก็ตาม แต่ปัจจุบันเกิดการแย่งชิงน้ำมันหน้าปั้มน้ำมัน เพราะคนกลางที่ซื้อน้ำมันตรงจากโรงกลั่นไม่สามารถรับภาระน้ำมันที่แพงได้ จึงหันมาซื้อที่หน้าปั้มที่มีราคาถูกกว่า (เพราะเป็นราคาที่รัฐฯ อุดหนุน) แทน ทำให้เกิดการขาดน้ำมันแคลนที่หน้าปั้ม น้ำมันประเทศไทยมีพอแน่ แต่ “ราคาจะแพงมาก”
