
โทษบัญชีม้าร้ายแรง เชื่อมโยงอาชญากรรมข้ามชาติ อาจถูกโทษถึง 119 ปี อย่าเสี่ยงเปิดบัญชีให้คนอื่น อาจถูกสวมรอยเป็นบัญชีม้า รวมถึงเมื่อทำผิดเชื่อมโยงอาชญากรรมต่างประเทศ โทษบัญชีม้าร้ายแรง อาจถึง 100 ปี ชี้แนวทางแก้ปัญหาจึงต้องเริ่มจากทั้งการระวังของผู้บริโภค พร้อมกับการพัฒนาระบบป้องกัน ตรวจจับบัญชีม้าที่เข้มข้น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สภาองค์กรของผู้บริโภค ระบุว่า ล่าสุดสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ออกปฏิบัติการ “ยุทธการสายฟ้าฟาด” เพื่อกวาดล้างบัญชีม้าครั้งใหญ่อย่างเข้มงวด โดยตรวจสอบพบแต่ละเดือนมีบัญชีม้าจากการแจ้งความออนไลน์มากกว่า 50,000 บัญชี แสดงถึงความเสี่ยงของผู้ที่กระทำความผิดและอย่าคิดเพียงว่าโทษเล็กน้อย รวมถึงอย่าคิดว่าบัญชีม้าเป็นเรื่องของคนตั้งใจทำผิดเท่านั้น แต่ความจริงที่เกิดขึ้นในไทยซับซ้อนกว่านั้นมากและโทษสูงมาก โดยหากถอดบทเรียนคดีที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางก่อนหน้านี้ เจ้าของบัญชีที่เป็นผู้จัดหาบัญชีม้าให้แก๊งอาชญากรรมข้ามชาติ และมีส่วนสนับสนุนให้เงินจากการหลอกลวงหมุนเวียนจำนวนมาก ถูกดำเนินคดีหลายข้อหาจนโทษรวมสูงถึง 119 ปี

คดีลักษณะนี้เป็นตัวอย่างสำคัญของผู้ที่เปิดบัญชีม้าและมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ จึงถูกพิพากษาจำคุกผู้เป็นธุระจัดหา หรือเรียกว่า “ผู้ดูแลคอกม้า” 119 ปี 234 เดือน ส่วนผู้กระทำความผิด เปิดบัญชีม้า โดนลงโทษ 41 ปี 258 เดือน ซึ่งศาลต้องนับโทษตามจำนวนผู้เสียหายและความเสียหายรวมในแต่ละกระทง แม้เจ้าตัวจะไม่ได้เป็นผู้ลงมือหลอกเหยื่อโดยตรงก็ตาม แต่มีส่วนสนับสนุนให้ระบบอาชญากรรมสามารถทำงานได้
สำหรับคำตัดสินของผู้กระทำความผิดในครั้งนี้ ได้สะท้อนว่า บัญชีม้ากลายเป็นอาชญากรรมออนไลน์ที่รุกล้ำผู้บริโภคทั่วไปในวงกว้างมากขึ้น เนื่องจากมีผู้ที่ร่วมขบวนการอย่างตั้งใจ และมีผู้บริสุทธิ์อีกจำนวนมากที่ถูกหลอกให้เปิดบัญชี โดยถ้อยคำที่กล่าวอ้างมักใช้ทั้งสมัครงานพาร์ตไทม์ ขอสำเนาบัตรประชาชนเพื่อนำไปเปิดบัญชีปลอม หรือเสนอเงินเล็กน้อยเพื่อขอใช้บัญชีชั่วคราว โดยไม่รู้เลยว่าการกระทำเพียงครั้งเดียวอาจโยงเข้ากับคดีฉ้อโกงหรือฟอกเงินได้ทันที
ทั้งนี้ เมื่อบัญชีถูกใช้เป็นเส้นทางเงิน กฎหมายถือว่าเจ้าของบัญชีมีส่วนเกี่ยวข้องโดยอัตโนมัติ เนื่องจากการยินยอมให้ผู้อื่นใช้บัญชีถือเป็นความผิดตาม พ.ร.ก.มาตรการป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ฉบับใหม่ ซึ่งกำหนดโทษจำคุกสูงสุด 3 ปี หรือปรับสูงสุด 300,000 บาท และหากบัญชีถูกผูกกับคดีหลัก รวมถึงเกี่ยวข้องกับการก่ออาชญากรรมข้ามชาติ เจ้าของบัญชีจะถูกพิจารณาในฐานะผู้สนับสนุน ทำให้โทษเพิ่มขึ้นตามจำนวนข้อหา นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมบางคดีจึงมีโทษรวมสูงถึงหลักสิบหรือหลักร้อยปี

ด้านภาพรวมสถานการณ์ในปี 2568 ยิ่งตอกย้ำความจริงข้อนี้ เนื่องจากในช่วงเดือน 3 เดือนแรกของปี หน่วยงานรัฐระงับบัญชีม้าได้กว่า 135,000 บัญชี และจับกุมผู้เกี่ยวข้องกว่า 869 ราย ตัวเลขระดับนี้สะท้อนว่าระบบการเงินยังมีช่องโหว่ที่ทำให้บัญชีต้องสงสัยผุดขึ้นจำนวนมาก รวมถึงทำให้ผู้บริสุทธิ์หลายรายถูกอายัดบัญชีโดยที่ตนไม่ได้ทำผิด เพราะข้อมูลส่วนตัวถูกนำไปใช้เปิดบัญชีโดยไม่ได้ยินยอม หรือเกิดธุรกรรมที่ผู้ถือบัญชีไม่ได้เป็นผู้ควบคุมเอง ส่งผลให้ผู้บริโภคจำนวนมากต้องเผชิญปัญหาเงินเดือนเข้าไม่ได้ ธุรกรรมทำไม่ได้ และต้องเสียเวลาอย่างมากเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ ทั้งที่ความเสียหายนี้ไม่ควรเกิดขึ้นตั้งแต่แรก หากระบบตรวจจับและคัดกรองมีประสิทธิภาพมากกว่านี้
สำหรับข้อที่ควรระมัดระวังจึงไม่ควรให้ผู้อื่นใช้บัญชี การไม่ส่งสำเนาบัตรประชาชนให้บุคคลที่ไม่น่าเชื่อถือ และการไม่เปิดบัญชีแทนใคร จึงเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคต้องระวังอย่างยิ่ง แต่ก็ไม่ควรถูกมองว่าเป็นภาระของผู้บริโภคเพียงฝ่ายเดียว ต้นตอของปัญหานี้เกี่ยวพันโดยตรงกับความรับผิดชอบของสถาบันการเงิน หน่วยงานกำกับดูแล และระบบป้องกันการฟอกเงิน ที่จำเป็นต้องอุดช่องโหว่ ตรวจจับบัญชีม้าได้แม่นยำกว่าเดิม และมีขั้นตอนคัดกรองที่ไม่ทำให้ผู้บริสุทธิ์ต้องรับผลกระทบซ้ำสอง
นอกจากนี้ จากการรายงานของธนาคารแห่งประเทศไทย ได้แบ่งบัญชีม้า ออกเป็น 5 ระดับสีสถานะความอันตราย เริ่มจาก ม้าน้ำตาลอ่อน ซึ่งเป็นบัญชีน่าสงสัยที่มีธุรกรรมผิดปกติ ต่อด้วย ม้าน้ำตาลเข้ม ที่มีความผิดปกติชัดเจน และ ม้าเทาอ่อน ที่มีผู้เสียหายร้องเรียนแต่ยังอยู่ระหว่างตรวจสอบ หากพบหลักฐานก็จะถูกยกระดับเป็น ม้าเทาเข้ม เป็นบัญชีม้าที่ได้รับการยืนยันแล้ว และร้ายแรงที่สุดคือ ม้าดำ ที่เกี่ยวข้องกับการฟอกเงินและอาชญากรรมรุนแรง ข้อมูลเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า แม้เพียงความผิดปกติเล็กน้อย ธนาคารก็สามารถติดตาม ตรวจสอบ และนำไปสู่การอายัดบัญชีได้