
ชี้จุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ ดึงผู้นำ 3 องค์กรหลักเสนอทางออกประเทศ
คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดงานเสวนาวิชาการ หัวข้อ "รีเซ็ตเศรษฐกิจไทย: โอกาสสุดท้ายหรือแค่รอบใหม่ของวงจรเดิม?" (Reset Thailand's Economy: Last Real Chance or Another Turn of the Same Cycle?) เปิดเวทีวิเคราะห์ทิศทางเศรษฐกิจไทยท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ปัญหาเชิงโครงสร้าง และข้อจำกัดด้านขีดความสามารถการแข่งขัน
โดยได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้เกียรติกล่าวเปิดงาน และได้รับเกียรติจาก ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย คุณเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย คุณธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) ร่วมเสวนา ดำเนินรายการโดย รองศาสตราจารย์ ดร.ธารทัศน์ โมกขมรรคกุล คณบดีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

“รีเซ็ต” ต้องลึกกว่ามาตรการกระตุ้นระยะสั้น
ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยกำลังอยู่บนจุดหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ การ “รีเซ็ต” ไม่ใช่เพียงมาตรการกระตุ้นระยะสั้น แต่คือการปรับโครงสร้างเชิงลึก ทั้งด้านผลิตภาพ การพัฒนาทุนมนุษย์ และการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน จุฬาฯ ในฐานะสถาบันการศึกษาชั้นนำ มีบทบาทเป็น “เวทีแลกเปลี่ยนทางความคิด” (intellectual platform) เพื่อเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางวิชาการกับภาคปฏิบัติ และเปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนแลกเปลี่ยนอย่างตรงไปตรงมา บนฐานข้อมูล งานวิจัย และบริบทสังคมที่รอบด้าน เพื่อร่วมออกแบบโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ที่มั่นคง แข่งขันได้ และยั่งยืนในระยะยาว

ภาคธุรกิจชี้ ต้องลดต้นทุนเชิงโครงสร้าง–สร้างเสถียรภาพ
ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ระบุว่า ภาคธุรกิจต้องการความชัดเจนเชิงนโยบายและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการลงทุน ควรมุ่งลดต้นทุนเชิงโครงสร้าง ปรับปรุงกฎระเบียบให้มีประสิทธิภาพ เพื่อให้เครื่องยนต์เศรษฐกิจเดินหน้าได้เต็มศักยภาพ

ภาคอุตสาหกรรมเร่งเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยี
คุณเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมไทยกำลังเผชิญแรงกดดันจากการแข่งขันระดับภูมิภาคและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนเร็ว การรีเซ็ตต้องมุ่งยกระดับอุตสาหกรรมสู่เทคโนโลยีขั้นสูง สนับสนุนการลงทุนในระบบอัตโนมัติ ดิจิทัล พร้อมทั้งเร่งพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดรับกับอุตสาหกรรมอนาคตอุตสาหกรรมไทยต้องเร่งเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจฐานเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อเพิ่มผลิตภาพและลดข้อจำกัดด้านต้นทุน ประเทศต้องมีทิศทางชัดเจนในการพัฒนาอุตสาหกรรมอนาคตและพลังงานที่ยั่งยืน เพื่อรองรับการแข่งขันในภูมิภาคและตลาดโลก

ภาคส่งออกชี้ ต้องกระจายตลาด–เพิ่มมูลค่าสินค้า
คุณธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวเสริมว่าการส่งออกยังเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทย แต่ต้องเผชิญความผันผวนจากเศรษฐกิจโลกและมาตรการการค้าที่เข้มข้นขึ้น ไทยจำเป็นต้องกระจายตลาด เพิ่มมูลค่าสินค้า และยกระดับมาตรฐานให้สอดคล้องกับกติกาการค้าใหม่ เพื่อรักษาความสามารถด้านการแข่งขันในระยะยาว

CBS กับภารกิจตัวกลาง “รีเซ็ตเศรษฐกิจไทย”
รองศาสตราจารย์ ดร.ธารทัศน์ โมกขมรรคกุล คณบดีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวในฐานะผู้ริเริ่มและดำเนินรายการเสวนาครั้งนี้ว่า “โจทย์สำคัญของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันไม่ได้มีเพียงการฟื้นตัวระยะสั้น แต่คือการเร่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝังรากลึก ทั้งภาวะการผลิตชะลอตัว หนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูง และขีดความสามารถทางการแข่งขันที่ลดลง เวทีสัมมนาในครั้งนี้จึงถูกจัดขึ้นเพื่อเป็นสะพานเชื่อมเสียงสะท้อนจากภาคเศรษฐกิจสู่แวดวงวิชาการ มุ่งผลักดันข้อเสนอให้กลายเป็นนโยบายที่นำไปปฏิบัติได้จริง”
“มหาวิทยาลัยมีบทบาทสำคัญยิ่งในการสร้างสรรค์องค์ความรู้และพัฒนาทุนมนุษย์ ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของการรีเซ็ตเศรษฐกิจประเทศอย่างเป็นระบบ หากประเทศไทยมุ่งหวังการเติบโตที่ยั่งยืน จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านบุคลากร เทคโนโลยี และนวัตกรรมอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมทั้งปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจเพื่อส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่ม แทนการมุ่งเน้นเพียงการแข่งขันด้านต้นทุนอย่างในอดีต”

ทั้งนี้ งานเสวนาวิชาการ “รีเซ็ตเศรษฐกิจไทย: โอกาสสุดท้ายหรือแค่รอบใหม่ของวงจรเดิม?" (Reset Thailand's Economy: Last Real Chance or Another Turn of the Same Cycle?) เป็นการผนึกกำลังเพื่อสะท้อนภาพลักษณ์และสถานการณ์จริงของเศรษฐกิจไทยผ่านมิติที่หลากหลาย ประกอบด้วย ภาคการค้า อุตสาหกรรมการผลิต และการส่งออก โดยมุ่งผลักดันแนวทางเชิงยุทธศาสตร์ที่มิใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นการปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปสู่ความยั่งยืนในระยะยาว