
รัฐบาลเวียดนามประกาศตัวเลขเศรษฐกิจ (GDP) ของปี 68 ว่าเติบโตถึง 8.02% ที่ 514,000 ล้านดอลลาร์ โดยเฉพาะในไตรมาส 4 ของปี 68 เติบโตถึง 8.5% ถือว่าเติบโตมากที่สุดในรอบ 14 ปี!
…
GDP ของเวียดนามที่เติบโตได้มากขนาดนี้ ทำให้หลายสถาบันมีคาดการณ์ว่า GDP เวียดนาม ขนาดเศรษฐกิจของเวียดนามจะแซงประเทศไทยในอีก 1-2 ปีข้างหน้า
ส่วน GDP ไทย คาดว่าปี 68 จะเติบโตเพียง 2% ที่ 558,573 ล้านดอลลาร์

ทำไม? เวียดนามใกล้จะแซงไทย สาเหตุใหญ่ที่สุดคือการทำรัฐประหาร 2 ครั้ง ในปี 49 และปี 57 ทำให้ประเทศไทยถอยหลังเข้าคลอง การเมืองไม่นิ่ง รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งไม่มีเสถียรภาพ เพราะมีอำนาจรัฐซ้อนรัฐ
รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอยู่ได้ไม่นาน แต่รัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารอยู่นาน 8-9 ปี จีดีพีโตรั้งท้ายในอาเซียนมาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลทำให้มีหนี้สาธารณะและหนี้ครัวเรือนมากมาย ประกอบกับเจอ “ดอกเบี้ยนโยบาย” สูง! มาซ้ำเติมหลังการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 คลี่คลายลง ในช่วงปี 65-67 เศรษฐกิจไทยจึงฟื้นตัวช้า
ดังนั้น วันที่ 8 ก.พ.69 เป็นวันสำคัญที่คนไทยต้องออกไปใช้สิทธิตามระบอบประชาธิปไตย โดยจะต้องออกเสียงลงในบัตร 3 ใบ โดย 2 ใบแรก เป็นบัตรเลือกตั้ง สส.เขต ในจังหวัดนั้นๆ และบัตรเลือกตั้ง สส.บัญชีรายชื่อ และใบที่ 3 เป็นบัตรลงคะแนนออกเสียงประชามติ ว่า “เห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่”

การเลือกตั้งครั้งนี้ คนไทยควรกากบาทอย่างมียุทธศาสตร์ ว่า 1. จะพรรคการเมืองแบบ “เบี้ยหัวแตก” พรรคเล็กพรรคน้อยไปทำไม? เพราะพรรคที่ได้ สส. 1-3 คน เสนอชื่อนายกฯ ไม่ได้ เป็นรัฐมนตรีก็ไม่ได้ อยากเสนอกฎหมายอะไรก็ยาก สุดท้ายเป็นได้แค่ตัวประกอบของพรรคร่วมรัฐบาล
2. พรรคการเมืองแม้จะประกอบด้วยผู้คนหลากหลาย ดังนั้นจึงต้องเฟ้นหาคุณภาพ มาตรฐาน และประสบการณ์การทำงานของแต่ละพรรคการเมืองให้เจอ ว่าพรรคไหนมีแต่โจร มีแต่พวกทุนเทา ไม่มีกระแส แต่มีเงินซื้อเสียง
พรรคไหนอ่อนประสบการณ์การทำงาน ถ้าได้บริหารประเทศจะถูกข้าราชการขี่คอหรือไม่? พรรคไหนมีแค่ราคาคุย ประดิษฐ์ประดอยวาทกรรม แต่ผลงานไม่มี และพรรคไหนมีประสบการณ์ทำงาน มีผลงานเข้าตา พอที่จะฝากเรื่องปากท้อง ฝากผีฝากไข้ไว้ได้
3.การออกเสียงประชามติ ว่า “เห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่” หลังจากรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 60 เขียนขึ้นมาเพื่อให้คนทำรัฐประหารสืบทอดอำนาจอย่างน้อย 2 สมัย (8 ปี) โดยให้สมาชิกวุฒิสภา (สว.) 250 คน ที่มาจากการแต่งตั้งโดยคณะรัฐประหารมีอำนาจเลือกนายกฯ เหมือนกับ สส. ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน
หลังจาก สว. 250 คน หมดวาระ ก็ได้ สว. ที่เลือกกันเองจาก 20 กลุ่มอาชีพอีก 200 คน โดยปัจจุบันมี 138 สว. ถูกแจ้งดำเนินคดี “ฮั้ว สว.” แต่ยังโหวตตั้ง “องค์กรอิสระ” กันอย่างปกติ โดยที่องค์กรอิสระก็มาล้มพรรคการเมือง ล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

เพียงแค่ 2 ปีครึ่ง เปลี่ยนนายกฯ ไป 3 คน การบริหารประเทศจึงไม่ต่อเนื่อง ดังนั้นจึงต้องทำประชามติ เพื่อนำไปสู่การแก้รัฐธรรมนูญ แก้กฎหมายต่างๆ ให้ชัดเจน ไม่คลุมเครือ ไม่เปิดช่องให้ใช้ “ดุลยพินิจ” กันตามอำเภอใจ เพื่อให้ “องค์กรอิสระ” ไม่มีอำนาจมากกว่าฝ่ายบริหาร (รัฐบาล) และฝ่ายนิติบัญญัติ (สส.) ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน
ช่วงปี 44-48 ประเทศไทยกำลังเดินหน้า เป็นเสือตัวที่ 5 ของเอเชีย ก็ยึดอำนาจ ทำรัฐประหารในปี 49 แล้วผลักภาพความเลวร้ายใส่นักการเมืองที่ประชาชนเลือกมา แล้วสร้างภาพคนดี กับการเมืองเลว ปลูกฝังสังคมต่อเนื่องมาแบบนี้
มีเพียงรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ที่ได้อยู่ครบเทอม 4 ปี จึงได้ผลักดันทำการเมืองด้วยนโยบาย ทำจนคนไทยเห็นว่า ประชาธิปไตยกินได้มันมีอยู่จริง แล้วก็เลือกกลับเข้ามาอีกด้วยคะแนน 377 เสียง ให้สิทธิ์เด็ดขาดให้เข้ามาทำต่อ แต่รัฐบาลทักษิณก็ถูกรัฐประหารในปี 49
ผ่านมา 20 ปี ยังไม่มีการเมืองจากการเลือกตั้ง ไม่มีรัฐบาลจากเลือกตั้งที่ได้คะแนนเสียงจากประชาชนได้อยู่ทำงานจนครบเทอมอีก
ในขณะที่รัฐบาลหน้ากากคนดี มีเทคโนแครตหลายคนในคณะรัฐมนตรี อยู่ยาว 8-9 ปี บริหารจนประเทศที่เคยมีความหวังว่าจะเป็นเสือตัวที่ 5 ของเอเชีย เมื่อ 20 ปีก่อน! แล้วตอนนี้เป็นตัวอะไร...เมื่อเวียดนามกำลังจะแซงไทย!!
เสือออนไลน์