
ทำเอาโลกป่วนไปเลย สำหรับสงครามการสู้รบระหว่างอิสราเอล+สหรัฐอเมริกา กับอิหร่าน เพราะส่งผลกระทบต่อราคาทองคำ น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และการคมนาคมขนส่ง ทั้งทางเรือ และทางอากาศ
สำหรับประเทศไทย ถ้าการสู้รบดังกล่าวยืดเยื้อจะส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมัน ราคาก๊าซ ค่าขนส่ง และอาจกระทบไปยังค่าไฟฟ้าด้วย เนื่องจากสัดส่วนการใช้พลังงานในการผลิตไฟฟ้าในประเทศไทย กว่า 63% ต้องใช้ก๊าซธรรมชาติเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า ซึ่งในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ไทยนำเข้าก๊าซ LNG จากตะวันออกกลาง เข้ามาผลิตไฟฟ้า จากปัญหาการผลิตก๊าซฯ ในอ่าวไทยได้ในปริมาณน้อยลง

“เสือออนไลน์” ทราบข้อมูลคร่าวๆ ว่า ประเทศไทยต้องใช้ “น้ำมันดิบ” วันละประมาณ 1 ล้านบาร์เรล (บวก-ลบเล็กน้อย) โดยในจำนวนนี้ประมาณ 90% ต้องนำเข้าจากตะวันออกกลาง และอีกประมาณ 10% เป็นน้ำมันดิบที่ขุดได้ในประเทศ จากแหล่งบนบก และแหล่งในทะเล
โรงกลั่นน้ำมันทั้งหมดในประเทศไทย ตั้งอยู่ในพื้นที่ จ.ชลบุรี-ระยอง ถูกออกแบบมาเพื่อรับ “น้ำมันดิบ” จากตะวันออกกลางเป็นหลัก
เนื่องจาก “น้ำมันดิบ” จากแหล่งต่างๆ มีคุณสมบัติและส่วนประกอบแตกต่างกันไป แม้แต่แหล่งผลิตในประเทศไทย ดังนั้นน้ำมันดิบบางส่วนและบางแหล่งที่ผลิตได้ในประเทศไทย มีคุณสมบัติไม่เหมาะสม โรงกลั่นฯจึงไม่รับกลั่น จึงต้องส่งออกไปต่างประเทศ รวมทั้งน้ำมันดิบจากประเทศอื่นๆ นอกเหนือจากตะวันออกกลาง ที่มีคุณสมบัติไม่เหมาะสม จะไม่มีการสั่งนำเข้ามาโรงกลั่นฯ เช่นกัน

ทางด้าน นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงาน เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ที่อิหร่านอาจปิดช่องแคบฮอร์มุช จึงได้สั่งการด่วนในการเริ่มมาตรการระงับการส่งออกน้ำมัน พร้อมสั่งเปิดศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงานเพื่อติดตามเหตุการณ์ และให้ทุกหน่วยงานประเมินผลกระทบและเตรียมแผนและมาตรการรองรับ ทั้งในส่วนของปริมาณสำรองและด้านราคา รวมทั้งเตรียมใช้มาตรการกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าชดเชยราคาน้ำมัน เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อราคาสินค้าและค่าครองชีพของประชาชนจากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น
สำหรับปริมาณสำรองน้ำมันของไทย ณ วันที่ 1 มี.ค.69 มีน้ำมันคงเหลือ (น้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูป) 4,877 ล้านลิตร เพียงพอต่อความต้องการใช้ 38 วัน น้ำมันดิบที่อยู่ระหว่างขนส่ง (ผ่านช่องแคบฮอร์มุซแล้ว) 1,666 ล้านลิตร และจากแหล่งอื่น 1,117 ล้านลิตร เพียงพอต่อความต้องการใช้ 22 วัน รวมปริมาณน้ำมันคงเหลือ 7,660 ล้านลิตร สามารถใช้ได้ 60 วัน นอกจากนี้ กระทรวงพลังงานได้ออกตรวจวัดปริมาณน้ำมันสำรอง ณ สถานที่เก็บทั่วประเทศเป็นระยะๆ

ขณะที่ นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เปิดเผยว่า ภาพรวมการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงปี 68 (ม.ค.-ธ.ค.68) มีปริมาณการใช้อยู่ที่ 154.85 ล้านลิตร/วัน ลดลงร้อยละ 0.2 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
สำหรับปริมาณการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิง เฉลี่ยอยู่ที่ 1,006,959 บาร์เรล/วัน ลดลงร้อยละ 1.7 คิดเป็นมูลค่าการนำเข้ารวม 74,157 ล้านบาท/เดือน โดยเป็นการลดลงของการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูป (น้ำมันเบนซินพื้นฐาน น้ำมันดีเซลพื้นฐาน น้ำมันอากาศยาน และ LPG) มาอยู่ที่ 36,862 บาร์เรล/วัน ลดลงร้อยละ 30.5 คิดเป็นมูลค่าการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปอยู่ที่ 2,016 ล้านบาท/เดือน

ขณะที่น้ำมันดิบมีการนำเข้าอยู่ที่ 970,097 บาร์เรล/วัน ลดลงร้อยละ 0.1 คิดเป็นมูลค่าการนำเข้าน้ำมันดิบอยู่ที่ 72,141 ล้านบาท/เดือน ส่วนปริมาณการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูป เฉลี่ยอยู่ที่ 151,390 บาร์เรล/วัน ลดลงร้อยละ 18.6 โดยเป็นการส่งออกน้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซล น้ำมันเตา น้ำมันอากาศยาน และ LPG คิดเป็นมูลค่าส่งออกรวม 12,245 ล้านบาท/เดือน
เสือออนไลน์