
ควันหลงปลาหมอคางดำยังตามหลอนกลุ่มทุนยักษ์ข้ามภพข้ามชาติ ล่าสุดมูลนิธิชีววิถี (BIOTHAI) ได้โพสต์รายงานของ "สำนักข่าววันนิวส์" พบระบาดทั่วคุ้งน้ำปากพนัง นครศรีธรรมราช หมดแล้ว
โดย BIOTHAI อ้างรายงานของสำนักข่าววันนิวส์ที่ลงสำรวจพื้นที่ระบาดของ "ปลาหมอคางดำ" ตลอด 4-5 ปีที่ผ่านมา ที่ ต.ขนาบนาค อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช แหล่งระบาดใหญ่ที่มีความรุนแรงมากที่สุดแห่งหนึ่ง โดยเฉพาะในแหล่งน้ำใกล้เคียงกับฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำยักษ์ใหญ่ เช่นที่คลองโคกแสง ในหมู่ 9 ต.ขนาบนาค อ.ปากพนัง
ปรากฏว่า ปลาหมอคางดำได้ยึดครองแหล่งน้ำทุกแหล่งหมดแล้ว บางจุดไม่มีสัตว์น้ำชนิดอื่นหลงเหลืออยู่ ส่วนจุดระบาดใหม่อีกหลายจุดแม้จะยังพอมีสัตว์น้ำชนิดอื่นอยู่บ้าง แต่คาดว่าอีกไม่นานจะมีแต่ปลาหมอคางดำเพียงชนิดเดียว
นายอนันต์ ชาวบ้านริมคลองแสง ยืนยันว่า ในคลองแสงไม่มีปลาชนิดอื่นแล้ว อดีตเต็มไปด้วยปลานานาชนิดไม่ต้องไปหาที่ไหน คลองหน้าบ้านมีเหลือเฟือโดยเฉพาะปลากระบอก แต่ปัจจุบันไม่มีแล้ว มีแต่ปลาหมอคางดำทำให้ชาวบ้านต้องบริโภคปลาชนิดนี้ไปโดยปริยาย เพราะจะไปหว่านแหหาปลาอื่นๆมากินก็ไม่มีแล้ว

ชาวบ้านในพื้นที่อีกรายเผยกับผู้สื่อข่าวว่า ก่อนหน้านี้เมื่อมีสื่อลงพื้นที่มาเผยแพร่ข้อมูลข้อเท็จจริง ชาวบ้านที่ให้ข้อมูลจะถูกเจ้าหน้าที่รัฐตามถึงตัวในเวลาไม่นานเพื่อมาพูดคุยสอบถามข้อมูลว่าเป็นภาพเก่าหรือไม่ นักข่าวมาถ่ายภาพเมื่อไหร่ จุดไหน หลังจากนั้นจะยกกำลังมาเร่งจับปลากันอย่างกระวีกระวาด แล้วแจกพันธุ์ปูดำ แจกพันธุ์ปลากะพงขาว แต่เมื่อเรื่องเงียบทุกอย่างกลับมาเหมือนเดิม ปลาหมอคางดำยิ่งกระจายมากขึ้น โดยเฉพาะผ่านช่วงหน้าน้ำหลากที่ผ่านมา ปลาหมอคางดำกระจายไปทุกแหล่งน้ำ ลงไปอยู่ในแม่น้ำปากพนังทางตะวันตกของ ต.ขนาบนาค หมดแล้ว แม่น้ำสายนี้ทอดยาวไปถึงหัวไทรทางใต้ ทางเหนือคือตัว อ.ปากพนัง ออกสู่ปากน้ำอ่าวไทย พบปลาหมอคางดำได้ตลอดสายน้ำ ทั้งน้ำจืด และน้ำกร่อย หรือแม้กระทั่งน้ำเค็ม

"ชาวบ้านที่หากินอยู่กับแหล่งน้ำในพื้นที่ต่างรู้ดีว่าปลาพวกนี้มีจุดเริ่มต้นมาจากไหน แหล่งระบาดแรกเริ่มมาจากที่ใด มีแต่คนของรัฐเท่านั้นที่ไม่รู้ หลายคนที่เคยเคลื่อนไหวเรื่องนี้จำต้องยุติเพราะถูกเจ้าหน้าที่รัฐบุกไปถึงบ้าน บ้างไปขอให้หยุดเรื่องไว้ก่อน บ้างก็ไปขอข้อมูล นี่คือเรื่องจริงในพื้นที่"
สอดคล้องกับที่ นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ว่าที่ สส. แบบบัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ที่ออกมาตั้งข้อสังเกตุกรณีที่ ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ในเครือ ธนาคารกรุงไทย ได้เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ส่งออกอาหารทะเลโลกที่ระบุว่า เวียดนาม ได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำรายใหม่ในการส่งออกอาหารทะเลแซงหน้าไทยไปแล้ว โดยระบุว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เพียงการสูญเสียอันดับทางการค้า แต่เป็นสัญญาณเตือนให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมาเป็นเวลานาน

นายณัฐชา ระบุว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ผู้ประกอบการประมงไทยต้องเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้น ขณะที่การสนับสนุนจากภาครัฐยังไม่เพียงพอ แตกต่างจากหลายประเทศคู่แข่งที่มีนโยบายควบคุมต้นทุนพลังงาน สนับสนุนการเพาะเลี้ยง และขยายตลาดส่งออกอย่างเป็นระบบ ส่งผลให้สามารถรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกได้
ขณะที่ผู้ประกอบการไทยกลับไม่ได้รับการเหลียวแลจากภาครัฐเท่าที่ควร ทั้งยังมีปัญหาด้านทรัพยากรทางทะเลที่ทวีความรุนแรง โดยเฉพาะการแพร่ระบาดของ "ปลาหมอคางดำ" ซึ่งเป็นพันธุ์ปลารุกรานที่เข้ายึดครองแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำตามธรรมชาติ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสัตว์น้ำพื้นถิ่นและระบบนิเวศ เมื่อแหล่งอนุบาลถูกทำลาย ย่อมส่งผลให้จำนวนสัตว์น้ำในธรรมชาติลดลง กระทบต่อห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมประมงไทยในระยะยาว
นายณัฐชา ยังได้เรียกร้องให้ภาครัฐเร่งกำหนดมาตรการเชิงรุกเพื่อลดภาระต้นทุนของผู้ประกอบการ ฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเล และควบคุมการแพร่ระบาดของชนิดพันธุ์รุกรานอย่างจริงจัง เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และปกป้องอนาคตของภาคประมงไทยในระยะยาว