
ผลพวงจากตะวันออกกลางซึ่งเป็นแหล่งพลังงานใหญ่ของโลกลุกเป็นไฟ ส่งผลให้ราคาเชื้อเพลิง ทั้งน้ำมัน และก๊าชธรรมชาติปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะประเทศอิหร่านประกาศปิดตายช่องแคบฮอร์มุช ยิ่งทำให้ราคาเชื้อเพลิงพุ่งทะยานขึ้น

จนมีนักวิเคราะห์ว่า ราคาน้ำมันจะพุ่งขึ้นมากกว่า 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ยิ่งสถานการณ์สงครามอาหรับยืดเยื้อยาวนานขึ้น มีการมองงส่า ราคาน้ำมันจ่อยพุ่งแต่ 150-200 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล..
ขณะที่ราคาเชื้อเพลิงชนิดอื่น เช่น “ถ่านหิน” พบว่า ในช่วง 2 วันหลังสงครามอ่าวปะทุราคาพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นกัน หรือราคาถ่านหินบวกถึง 30% โดยพบจากการตรวจสอบจากดัชนี Newcastle Coal Futures พบว่า ราคาถ่านหินปรับตัวสูงขึ้นที่ 135 เหรียญต่อตัน โดยดัชนีราคาปรับตัวสูงสุดถึง 140 เหรียญต่อตันเลยทีเดียว!

จากการปรับตัวพุ่งสูงขึ้นของราคาถ่านหิน จะส่งผลดีต่อหุ้นที่ทำธุรกิจถ่านหินรายใหญ่อย่าง Banpu อย่างไรบ้าง ทั้งนี้มีบทวิเคราะห์ประเด็นร้อนนี้จาก Ai มีบทสรุปที่น่าสนใจอย่างยิ่งว่า หากราคาถ่านหินพุ่งไม่หยุดตามราคาเชื้อเพลิงโลก.. หุ้น Banpu จะติดปีกหรือไม่?
คำถามแรก..ถ้าราคาถ่านหิน ปรับขึ้น 30% จะมีผลอย่างไรต่อ ผลกำไรและกำไรต่อหุ้น (EPS) ของ Banpu?
คำตอบที่ได้คือ…โดยทั่วไปราคาถ่านหินที่สูงขึ้นมีแนวโน้มกระตุ้นผลกำไรของ Banpu โดยตรง เพราะธุรกิจถ่านหินเป็นหนึ่งในแหล่งรายได้หลักของบริษัท แม้โครงสร้างธุรกิจล่าสุด Banpu จะมีธุรกิจก๊าซและพลังงานอื่นเข้ามาช่วยลดความเสี่ยงแล้วก็ตาม
1. ราคาถ่านหินสูงขึ้น กำไรจากการขายเพิ่มขึ้น เมื่อราคาขายเฉลี่ยถ่านหินสูงขึ้น รายได้จากการขายถ่านหินของ Banpu จะเพิ่มขึ้นโดยตรง (สมมติปริมาณขายเท่าเดิมและต้นทุนไม่ขึ้นตามมาก) เพราะ ส่วนต่างราคาขายกับต้นทุนจะกว้างขึ้น ผลกำไร (Net Profit) และกำไรขั้นต้น (Gross Profit) เพิ่มขึ้นตามไปด้วย โดยมากธุรกิจถ่านหินจะได้อานิสงส์มากเมื่อราคาพุ่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (เช่น +30%) เช่นที่ช่วงก่อนหน้านี้ราคาถ่านหินที่สูงขึ้นเคยทำให้รายได้และกำไรของ Banpu สูงขึ้น โดยเฉพาะเมื่อราคาถ่านหินเฉลี่ยเพิ่มสูงอย่างมีนัยสำคัญในอดีต (เครดิตประสบการณ์ของ Banpu ในอดีตที่ราคาถ่านหินสูงช่วยหนุนกำไร)

2. กำไรต่อหุ้น (EPS) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ถ้ากำไรสุทธิจริงเพิ่มขึ้นเพราะราคาขายถ่านหินสูงขึ้น และจำนวนหุ้นไม่ได้เพิ่มขึ้นมาก EPS (กำไรต่อหุ้น) ก็จะเพิ่มขึ้นตาม ส่งผลให้ผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นสูงขึ้นครับ (ฐานกำไรที่สูงกว่าเดิมเป็นปัจจัยบวกต่อ EPS)
อย่างไรก็ตาม ผลที่แท้จริงของ EPS ก็ยังขึ้นกับปัจจัยอื่นด้วย เช่น จำนวนหุ้นที่จดทะเบียน (ถ้ามีการเพิ่มทุน EPS อาจไม่เพิ่มตามเต็ม) ภาระต้นทุนอื่นๆ และผลจากธุรกิจก๊าซ/พลังงานอื่นๆ และอัตราภาษีและต้นทุนทางการเงิน เป็นต้น
3. ความสัมพันธ์ไม่ใช่ 1:1 ตลอดเวลา เพราะในทางปฏิบัติ ราคาถ่านหินที่สูงขึ้น 30% ไม่จำเป็นต้องหมายความว่า EPS จะเพิ่มขึ้น 30% เสมอไป เพราะราคาอาจยังสะท้อนล่วงหน้าในสัญญาที่ขายแล้ว (contract pricing) หรือ Banpu อาจล็อกราคาไว้ก่อนแล้ว (เช่น พร้อมขายตามสัญญาระยะยาว) ทำให้ส่วนหนึ่งของราคาที่ขึ้นมาไม่ส่งผลทันทีต่อกำไรทันที
นอกจากนี้ Banpu มีรายได้จากธุรกิจพลังงานอื่น (ก๊าซธรรมชาติ โรงไฟฟ้า ฯลฯ) ซึ่งอาจจะมีอิทธิพลต่อผลประกอบการรวมด้วย ดังนั้นการประเมิน EPS ต้องดูทั้งกลุ่มธุรกิจ ไม่ใช่แค่ถ่านหินอย่างเดียว
4. Sentiment ต่อราคาหุ้น โดยราคาหุ้นของ Banpu มีแนวโน้มจะได้รับ Sentiment บวก เมื่อราคาถ่านหินพุ่ง เพราะนักลงทุนมองว่าบริษัทจะมีรายได้และกำไรที่สูงขึ้น แต่ราคาหุ้นอาจไม่วิ่งตามทันเสมอไป และบางครั้งอาจเกิดดีเลย์ก่อนสะท้อนในตลาด

บทสรุป..ราคาถ่านหินที่ปรับขึ้นราว 30% โดยทั่วไปจะช่วยเพิ่มกำไรของ Banpu และทำให้ EPS มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ถ้าราคาขายจริงสะท้อนเข้าสู่งบในไตรมาสนั้นๆ และต้นทุนไม่เพิ่มตามมากจนน่ากังวล ซึ่งผลจริงขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยทั้งระดับการล็อกสัญญา ราคาตลาดจริง ต้นทุนและสัดส่วนธุรกิจอื่นๆ รวมถึงการจัดการต้นทุนของ Banpu เอง