
ยังไม่ทันที่รัฐบาลนายกฯ อนุทิน ชาญวีระกูล จะเข้าบริหารประเทศเต็มตัว องค์กรอิสระและหน่วยงานตรวจสอบทั้งหลายของรัฐที่ถูกผู้คนในสังคมสัพยอกมาโดยตลอดว่า ถูกแทรกแซงและครอบงำเบ็ดเสร็จจากทุนสีน้ำเงินก็เริ่มเผยทาสแท้ออกมาให้เห็นกัน
ไล่ดะมาตั้งแต่ กรณี "อนุกรรมการ กกต." มีมติเมื่อ 12 มีนาคม 2569 ตีตกคำร้องฮั้ว สว. โดย มีมติ 5 : 2 มีความเห็นว่า ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คน ไม่มีมูลความผิด ไม่มีขบวนการจัดฮั้ว สว. อะไรทั้งนั้น ทุกอย่างดำเนินการถูกต้องตามครรลอง
แม้ยังต้องลุ้นต่อไปว่า เมื่อสำนวนเจ้ากรรมถูกส่งให้คณะกรรมการ กกต. ชุดใหญ่ พิจารณาจะยังคงยืนตามมติอนุ กกต. หรือไม่ แต่ก็เป็นเรื่องที่คาดเดาได้ไม่ยาก ลองอนุ กกต. ได้ออกตัวมาซะขนาดนี้แล้ว อะไรก็คงฉุดไม่อยู่..
ถัดมาอีกวัน 13 มี.ค. 2569 ก็มีข่าวคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติยกคำร้องคดี นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ปมยื่นบัญชีทรัพย์สินเท็จ กรณีถือหุ้น หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น โดยเชื่อตามคำชี้แจงของนายศักดิ์สยามว่า ไม่ได้จงใจปกปิดบัญชีทรัพย์สิน แต่เจ้าตัวคงเพิ่งจะมารู้ว่าตัวเองถือหุ้นใน หจก.ดังกล่าวตามที่เจ้าตัวให้การ
ทั้งที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยชี้ขาดการใช้ "นอมินี" ถือหุ้นใน หจก.ดังกล่าวตั้งแต่ต้นปี 2567 ก่อนให้ความเป็นรัฐมนตรีของนายศักดิ์สยามสิ้นสุดลง แต่แทนที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. จะไล่เบี้ยดาบ 2 กรณีใช้นอมินีถือหุ้นปกปิดการแสดงบัญชีทรัพย์สินที่ถือเป็นกรณีความผิดร้ายแรง ก็กลับตั้งแท่น "ฟอกขาว" ให้กับนักการเมืองโกงบ้านโกงเมืองกันไปซะงั้น!
ล่าสุด ยังมีกรณี กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ออกมายอมรับได้ยุติการสืบสวนคดีเขากระโดงแล้ว หลังจากได้รับเรื่องร้องเรียนคดีนี้มากกว่า 7 เดือน พร้อมกับคดีการใช้ถนนสาธารณะของตำบลขนงพระ อ.ปากช่อง เป็นสนามบินพาณิชย์ส่วนตัวของนักการเมือง โดยอ้างเหตุคดีดังกล่าว ทางตำรวจ ป.ป.ป. ได้ดำเนินการสืบสวนอยู่แล้ว เกรงจะเป็นการทำงานซ้ำซ้อนกัน จึงให้ส่งแฟ้มคดีทั้ง 2 เรื่องกลับไปให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ตามกฎหมายต่อไป
เป็นการ "ปิดฉาก" การสืบสวนไล่เบี้ยกรณีครอบครองที่ดินเขากระโดงของการรถไฟฯ ที่แม้ศาลฎีกาจะมีคำพิพากษาว่า เป็นที่ดินรถไฟไปแล้วตั้งแต่ปีมะโว้ แต่ผ่านมาจะ 10 ปีแล้ว ก็ไม่มีวี่แววว่า คำพิพากษาของศาลจะถูกนำไปบังคับคดีได้ จ่อจะกลายเป็นแค่ "กระดาษเช็ดตูด" ไปแล้ว

ขนาด 3 คดีใหญ่สุดบิ๊กบึ้มของประเทศ ยังพลิกผันจากหน้ามือเป็นหลังเท้าได้ขนาดนี้ หลายฝ่ายนึกเลยไปถึงโครงการของกระทรวงคมนาคมและการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ที่เคย "ตั้งแท่น" จะขยายสัญญาสัมปทานทางด่วนขั้นที่ 2 (ทางด่วนศรีรัช) ออกไป 22 ปี 5 เดือน แลกกับการให้เอกชนก่อสร้างทางยกระดับ Double Deck ช่วงงามวงศ์วาน-พระราม 9 ระยะทาง 17 กม. วงเงิน 34,800 ล้านบาท
โครงการดังกล่าว กระทรวงคมนาคม และ กทพ. จุดพลุมาตั้งแต่ต้นปี 2567 โน้นแล้ว แต่ถูกผู้คนในสังคมออกมา "ค้านระงม" เหตุใด กทพ. จะต้องประเคนสัมปทานก่อสร้างทางยกระดับที่ว่านี้ ไปให้บริษัทเอกชนผู้รับสัมปทานรายเดิม คือ บริษัททางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM ในรูปแบบ PPP อีก ในเมื่อค่าก่อสร้าง ก็แค่ 30,000 ล้านบาทเศษ อยู่ในวิสัยที่ กทพ. สามารถจะดำเนินการได้เองอยู่แล้ว

ก่อนหน้านี้ สำนักเฝ้าและระวังและประเมินสภาวะการณ์ทุจริต สำนักงาน ป.ป.ช. ก็ออกมา "กระตุกเบรก" โครงการนี้ มีความเสี่ยงที่อาจทำให้รัฐเสียผลประโยชน์ และอาจเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชนคู่สัญญาเอาได้ พร้อมขอให้ฝ่ายบริหาร กทพ. ชี้แจงข้อเท็จจริง เหตุผลในการดำเนินโครงการกลับไปยังสำนักงาน ป.ป.ช.
แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่ห็นว่า กทพ. และกระทรวงคมนาคมจะได้ดำเนินการอะไร แถมวันดีคืนดี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมในรัฐบาลเพื่อไทย "นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ" ยังออกโรงผลักดันโครงการนี้สุดลิ่ม ด้วยข้ออ้างเป็นการลดค่าผ่านทางให้ประชาชน ทั้งที่เป็น "คนละเรื่องเดียวกัน"
เมื่อกระแสสังคมและสำนักงาน ป.ป.ช. ออกมากระตุกเบรกหัวทิ่ม จึงทำให้ที่สุดแล้วโครงการดังกล่าว จึงเงียบงันลงไปในที่สุด
ล่าสุด หลังรัฐบาลภูมิใจไทย (ภท.) ได้กลับมาคุมกระทรวงคมนาคมอีกหน โครงการ "ซูเปอร์ดีล" ทางยกระดับ Double Deck นี้ ถูก "จุดพลุ" กลับมาอีกหน ชนิดที่เรียกว่า ครั้งนี้ต่อให้ฟ้าถล่มดินทลาย หรือเอาช้างทั้งโขลงมาฉุดรั้ง ยังไงก็เอาไม่อยู่แน่ !

ที่สำคัญ มีกระแสสะพัดหลังสำนักงาน ป.ป.ช. มีการเปลี่ยนแปลงภายในใหม่ อะไรๆ ก็ไม่เหมือนเดิมแล้ว ก็มีกระแสข่าวว่าใครหน้าไหน ก็อย่าได้ถามหาแฟ้มศึกษาและติดตามโครงการก่อสร้างทางยกระดับ งามวงศ์วาน-พระราม 9 ของ กทพ. ที่ว่านี้อีก เพราะมันได้ "อันตรธาน" หายไปจากแฟ้มงานของสำนักงาน ป.ป.ช. แล้ว
เมื่อถนนโรยไปด้วยกลีบกุหลาบแบบนี้ ก็รอเวลาแค่เพียง รมต.กระทรวงคมนาคม เข้ามารับงานอย่างเป็นทางการ กทพ. ก็พร้อมจะชงโครงการนี้เข้ามายังกระทรวงคมนาคมพร้อมกับโครงการทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุย (ดอนสัก-เกาะสมุย) วงเงินลงทุนกว่า 74,044 ล้านบาท ที่ กทพ. เตรียมเปิดให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุนในช่วงปี 2569-2570 นี้

ก็คงต้องฝากฝัง "นายกฯ อนุทิน ชาญวีระกูล" และโดยเฉพาะมืออาชีพที่ผู้คนในสังคมต่างก็เชื่อมืออย่าง "นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส" รองนายกฯ และ รมว.คลัง ให้ลงมาตรวจสอบโครงการก่อสร้างทางยกระดับ Double Deck มูลค่า 34,000 ล้านนี้อีกครั้ง ท่านจะปล่อยให้กระทรวงคมนาคม และ กทพ. โม่แป้งต่อไปเพื่อแลกกับการขยายสัญญาสัมปทาน 22 ปีเศษ ทั้งที่ขัดความรู้สึกของสาธารณชนเช่นนั้นจริงๆ หรือ?

ลำพังแค่ที่ "นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ" รมว.คมนาคม ที่ใครก็รู้ว่าเป็นเจ้าของสถานีบริการน้ำมันยักษ์ PT ลงมาโม่แป้งแก้ไขปัญหาน้ำมันขาดแคลนและมีราคาแพง ผู้คนในสังคมก็ตั้งข้อกังขาเป็นการเอา "นายทุนผู้ค้าน้ำมัน" มาแก้ไขปัญหา หรือ "ซ้ำเติมปัญหา" กันแน่ เพราะยิ่งแก้ก็ยิ่ง "ยุ่งขิงยิ่งกว่ายุงตีกัน"
หากรัฐบาลไฟเขียวโครงการนี้ไปด้วยอีกมันจะยิ่งเป็นการตอกย้ำภาพจำของรัฐบาลทุนน้ำเงินเพื่อใครกันแน่

สิ่งที่ผู้คนในสังคมคลางแคลงใจมาโดยตลอด เหตุใดกระทรวงคมนาคม และ กทพ. จึงยังคงดั้นเมฆที่จะขยายสัมปทานทางด่วนขั้นที่ 2 (ศรีรัช) แลกกับการให้เอกชนลงทุนก่อสร้างโครงการนี้ ทั้งๆ ที่ กทพ.เอง ก็สามารถจะลงทุนได้เอง หรือประมูลหาเอกชนรายใดเข้ามาลงทุนก่อสร้างได้อยู่แล้ว เป็นทางเลือกที่จะทำให้ประชาชนจ่ายค่าผ่านทางที่ "ถูกลง" ได้โดยไม่ต้องถูกมีดมือชกขยายสัมปทานใดๆ อีก
อย่ามาอ้างนะว่า ติดเงื่อนไขสัญญาสัมปทานอีก เพราะรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา ได้ให้ กทพ. และคมนาคมไปดำเนินการยกเลิกข้อสงวน หรือเงื่อนไขการห้ามการสร้างทางแข่งขันที่เคยเป็นหนามยอกอกสัมปทานโครงการรัฐไปหมดแล้วก่อนการขยายสัญญาสัมปทานครั้งล่าสุด ซึ่งหมายความว่า ข้ออ้างหรือข้อจำกัดต่างๆ ถูกยกเลิกไปหมดแล้วนั่นเอง
หาไม่เช่นนั้น กระทรวงคมนาคม และกรมทางหลวง (ทล.) จะผุดโครงการทางยกระดับดอนเมืองโทลล์เวย์ ส่วนต่อขยายรังสิต-บางประอิน หรือ M5 ที่จะเปิดให้เอกชนเข้ามารับสัมปทานร่วมลงทุนวงเงินลงทุนกว่า 31,000 ล้าน ได้หรือ?