
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากชาวสวนมะพร้าวน้ำหอมเดือดร้อน จากราคามะพร้าวน้ำหอมตกต่ำเหลือลูกละ 5 บาท ทำให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ออกมาจัดระเบียบล้งรับซื้อมะพร้าวน้ำหอม ซึ่งมีกระแสข่าวว่า มีนอนินี่ทุนจีนเป็นเจ้าของล้งนั้น ล่าสุดเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการสอบสวนกลาง(ผบช.ก.) , พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (ผบก.ปอศ) และผู้แทนจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกันแถลงผลเปิดปฏิบัติการปูพรมตรวจค้นเครือข่ายล้งมะพร้าวนอมินีข้ามชาติ รวม 8 จุด ในพื้นที่จังหวัดราชบุรี ประกอบด้วย..
1. บริษัท เต๋อ หวั่ง จำกัด , 2. บริษัท เหอไท่เซิ่ง อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด , 3. บริษัท หลง แมน โคโค่นัท จำกัด , 4. บริษัท ไทยเฉิงต้า เทรดดิ้ง จำกัด , 5. บริษัท จั่นฮุ่ยราญา จำกัด , 6. บริษัท หมู่ เซียน หยวน (ประเทศไทย) จำกัด 7. บริษัท อีซี่ โคโคนัท จำกัด และ 8. บริษัท ฟลาย โคโคนัท จำกัด
หลังพบพฤติการณ์กลุ่มทุนต่างชาติสวมสิทธิ์คนไทยเข้าครอบงำธุรกิจเกษตรสงวน บิดเบือนราคารับซื้อ จนส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพราคามะพร้าวน้ำหอมทั่วประเทศ

พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ ผบช.ก.เปิดเผยว่า ปฏิบัติการในครั้งนี้มีจุดเริ่มต้นจากการลงพื้นที่สืบสวนหาสาเหตุของปัญหาราคามะพร้าวตกต่ำ สร้างความเดือดร้อนอย่างหนักให้กับพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่ จ.ราชบุรี และพื้นที่ใกล้เคียง โดยพบความย้อนแย้งว่า ในขณะที่ความต้องการบริโภคมะพร้าวน้ำหอมในตลาดต่างประเทศยังคงมีปริมาณสูง แต่ราคามะพร้าวหน้าสวนที่เกษตรกรได้รับกลับถูกกดให้ต่ำลงอย่างผิดปกติ
ชุดสืบสวน กก.4 บก.ปอศ. ได้วิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกพบว่า สาเหตุส่วนหนึ่งเกิดจากการที่กลุ่มทุนต่างชาติ ได้เข้ามาแทรกแซงวงจรการค้ามะพร้าว ด้วยการจัดตั้งล้งมะพร้าวอำพราง โดยใช้ชื่อคนไทยเป็นตัวแทนถือหุ้นเพื่อเข้ามาเป็นตัวกลางในการรับซื้อและส่งออกเสียเอง เมื่อกลุ่มทุนเหล่านี้สามารถควบคุมช่องทางการกระจายสินค้าและโรงงานแปรรูปได้เกือบเบ็ดเสร็จจึงเกิดอำนาจต่อรองที่เหนือกว่าเกษตรกร นำไปสู่การกดราคารับซื้อต่ำกว่าความเป็นจริงเพื่อกวาดกำไรส่งออกกลับไปยังต่างประเทศ ทิ้งความเสียหายไว้กับเศรษฐกิจฐานรากของไทย
จึงได้สนธิกำลังเข้าตรวจค้นเป้าหมายบริษัทรับซื้อมะพร้าวและโรงงานแปรรูปจำนวน 8 แห่ง พบว่ามีบริษัทที่มีพฤติการณ์เข้าข่ายกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวฯ จำนวน 6 แห่ง จากการสืบสวนเบื้องต้นพบผู้กระทำความผิดเป็น นิติบุคคล จำนวน 6 ราย มีผู้ร่วมกระทำผิดแบ่งเป็น บุคคลสัญชาติไทยจำนวน 10 ราย และ ชาวต่างชาติจำนวน 7 ราย ซึ่งจากการตรวจค้นพบว่า 6 ใน 8 บริษัทเข้าข่ายการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ตามบัญชีท้าย บัญชีหนึ่ง ข้อ 2 การทํานา ทําไร่ หรือทําสวน , บัญชีสาม ข้อ 13 , 14 และ 15 ซึ่งเกี่ยวกับผลิตผลทางการเกษตร, การค้าปลีกและค้าส่ง

โดยดำเนินการผ่านแผนประทุษกรรม 1. การใช้คนไทยเป็นหุ่นเชิดบริหาร พบว่าบริษัทหลายแห่งมีชื่อคนไทยถือหุ้นในสัดส่วน 51% ตามกฎหมาย แต่จากการสอบปากคำ พบว่าผู้ถือหุ้นชาวไทยเหล่านั้นมีสถานะเป็นเพียงพนักงานระดับปฏิบัติการ พนักงานบัญชี หรือแม้กระทั่งบุคคลทั่วไปที่ถูกจ้างวานมาเพื่อเซ็นชื่อในเอกสาร โดยไม่มีอำนาจตัดสินใจหรือได้รับส่วนแบ่งกำไรที่แท้จริง
2. การสั่งการตรงจากต่างชาติ เจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดหลักฐานสำคัญเป็นบันทึกการสนทนาผ่านแอปพลิเคชันและเอกสารในจุดตรวจค้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่าอำนาจการสั่งการรับซื้อ การกำหนดราคา และการจัดการโลจิสติกส์ทั้งหมด ถูกควบคุมโดยตรงจากนายทุนสัญชาติจีน โดยมีคนไทยทำหน้าที่เพียงบังหน้าเพื่อให้ดูเหมือนเป็นธุรกิจของคนท้องถิ่นเท่านั้น
3. กลไกการผูกขาดและการบิดเบือนราคาแบบครบวงจร จากการสืบสวนเชิงลึกพบแผนประทุษกรรมที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อกลไกตลาดมะพร้าวไทย โดยกลุ่มทุนต่างชาติเหล่านี้ได้ขยายอิทธิพลเข้าครอบงำห่วงโซ่อุปทานอย่างเบ็ดเสร็จ ตั้งแต่ "ต้นน้ำ" ผ่านการทำสัญญาเช่าที่ดินระยะยาวในพื้นที่ เพื่อทำสวนมะพร้าวเอง ทำให้สามารถควบคุมปริมาณผลผลิตได้โดยตรง ต่อเนื่องมายัง "กลางน้ำ" ด้วยการจัดตั้งสถานประกอบการหรือล้งมะพร้าวอำพรางเพื่อรวบรวมและแปรรูป และส่งต่อไปยัง "ปลายน้ำ" คือการส่งออกไปยังเครือข่ายของตนเองในต่างประเทศ

ผบช.ก. กล่าวต่อว่า การกินรวบวงจรธุรกิจเช่นนี้ทำให้กลุ่มทุนต่างชาติมีอำนาจผูกขาดในการกำหนดราคา โดยพบหลักฐานว่ามีการกดราคารับซื้อหน้าสวนจากเกษตรกรไทยให้ต่ำลงอย่างผิดปกติเหลือเพียงลูกละ 2-5 บาท ในขณะที่นำไปแปรรูปและส่งออกไปยังประเทศอื่นโดยเฉพาะประเทศจีนในราคาลูกละ 35- 50 บาท โดยส่วนต่างกำไรมหาศาลนี้จะถูกโอนกลับไปยังกลุ่มนายทุนต่างชาติโดยตรง พฤติการณ์ดังกล่าวไม่เพียงแต่ทำให้เกษตรกรไทยถูกตัดออกจากระบบการค้าปกติ แต่ยังเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ราคามะพร้าวหน้าสวนทั่วประเทศตกต่ำและสูญเสียเสถียรภาพ
การวิเคราะห์งบการเงินย้อนหลังยังพบความผิดปกติในการรายงานผลประกอบการเป็นตัวเลขขาดทุนมาโดยตลอด แต่รายได้บริษัทในแต่ละปีกลับสูงขึ้น ซึ่งเป็นการใช้ช่องว่างทางกฎหมายและการจัดทำบัญชีเพื่อเอื้อประโยชน์ให้นายทุนต่างชาติสามารถประกอบธุรกิจได้โดยไม่ต้องเสียภาษีให้แก่รัฐอย่างถูกต้อง และยังเป็นการครอบงำกิจการที่สงวนไว้สำหรับคนไทย อันเป็นการทำลายระบบเศรษฐกิจและกลไกการค้าของประเทศอย่างร้ายแรง
จากการตรวจค้นสามารถตรวจยึดของกลางเพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานได้เป็นจำนวนมาก ประกอบด้วย หลักฐานการซื้อขายมะพร้าว สัญญาเช่าสวนมะพร้าว เอกสารทางบัญชีและภาษี รวมกว่า 10 กล่อง ซึ่งแสดงถึงรายการเดินบัญชีที่ขัดแย้งกับความเป็นจริง , อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ที่มีข้อมูลการติดต่อกับนายทุนต่างชาติ
