
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 19 มี.ค. 69 ภาคีเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) ร่วมกับสภาผู้บริโภค และผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านพลังงาน แถลงการณ์ชำแหละโครงสร้างราคาน้ำมันและก๊าซท่ามกลางวิกฤตสงครามอิหร่าน เผยโรงกลั่นฟันกำไรส่วนต่างจากสต็อกน้ำมันและค่าการกลั่นมหาศาล พร้อมเสนอโรดแมปแก้ปัญหาค่าไฟ-ก๊าซหุงต้มอย่างยั่งยืน
นางรสนา โตสิตระกุล เปิดเผยตัวเลข "กำไรลาภลอย" ของโรงกลั่นน้ำมัน โดยระบุว่าในช่วงก่อนเกิดวิกฤตสงครามอิหร่าน ราคาน้ำมันดิบอยู่ที่ประมาณ 60 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล (ต้นทุนประมาณ 12 บาทต่อลิตร) แต่เมื่อเกิดสงครามราคาพุ่งสูงขึ้นเป็น 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล (ประมาณ 20 บาทต่อลิตร)
"รัฐบาลประกาศว่ามีน้ำมันสำรองใช้ได้ 61 วัน ซึ่งเป็นสต็อกเก่าราคาถูก แต่โรงกลั่นกลับขายในราคาใหม่ตามตลาดโลก ทำให้มีส่วนต่างกำไรถึง 8 บาทต่อลิตร เมื่อคำนวณจากยอดใช้ปริมาณ 100 ล้านลิตรต่อวัน ตลอด 18 วันที่ผ่านมา โรงกลั่นจึงได้กำไรจากสต็อกสูงถึง 14,400 ล้านบาท นอกจากนี้ค่าการกลั่นยังพุ่งจากเฉลี่ย 2.03 บาท เป็น 6 บาทต่อลิตร ทำให้มีกำไรส่วนเกินรวมกันกว่า 21,600 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นกำไรบนคราบน้ำตาประชาชน" นางรสนา กล่าว

อาจารย์คมสัน โพธิ์คง นักวิชาการด้านกฎหมาย ระบุว่า รัฐบาลมีเครื่องมือทางกฎหมายพร้อมอยู่แล้ว แต่กลับไม่นำมาใช้ให้เต็มประสิทธิภาพ โดยเฉพาะพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) แก้ไขภาวะขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 ซึ่งให้อำนาจนายกรัฐมนตรีสั่งการกำหนดเงื่อนไขราคา การสำรอง และการจำหน่ายได้ทันที เหมือนที่เคยใช้ในสมัยพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ รวมถึงกฎหมายการค้าน้ำมันเชื้อเพลิงที่รองรับการจัดตั้ง "คลังน้ำมันแห่งชาติ" เพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
อาจารย์ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ สรุปประเด็นสำคัญว่า ไทยมีทรัพยากรทั้งน้ำมันและก๊าซ และมีโรงกลั่นจำนวนมาก แต่ประชาชนกลับต้องแบกรับค่าขนส่งและค่าประกันภัยเสมือนนำเข้าจากต่างประเทศ (สิงคโปร์ทิพย์) ไทยมีก๊าซพอใช้ในประเทศ แต่กลับจัดสรรให้ "อุตสาหกรรมปิโตรเคมี" นำไปใช้ก่อนในราคาถูก ทำให้ก๊าซที่เหลือไม่พอเพียงจนต้องนำเข้าจากต่างประเทศและอิงราคาซาอุดิอาระเบีย การที่รัฐบาลประกาศล่วงหน้าว่าจะตรึงราคาถึงเมื่อไหร่ กลายเป็นการส่งสัญญาณให้กลุ่มคนมีเส้นสายกักตุนน้ำมันเพื่อเก็งกำไร สร้างความปั่นป่วนในตลาด

ผศ.ประสาท มีแต้ม ให้ความเห็นด้านค่าไฟฟ้าว่า แม้ปัจจุบันจะยังทรงตัว แต่จะวิกฤตในช่วงเดือนพฤษภาคม เนื่องจากต้องนำเข้าก๊าซ LNG ราคาแพงมาผลิตไฟ พร้อมเสนอให้รัฐสนับสนุนการติดโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านขนาด 3 กิโลวัตต์ ทุกๆ 1 แสนหลังจะลดการนำเข้าก๊าซได้ถึง 1,500 ล้านบาทต่อปี และเรียกร้องให้ใช้ระบบหักลบกลบหน่วยไฟฟ้าแบบสากล เพื่อให้ประชาชนสามารถแลกเปลี่ยนไฟฟ้าที่ผลิตได้เองอย่างเป็นธรรม
นายรุ่งชัย จันทสิงห์ และ นายสันติสุข โสภณสิริ ร่วมเสนอให้ยกเลิกการอิงราคาสิงคโปร์ แล้วเปลี่ยนมาใช้ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยย้อนหลังบวกค่าการกลั่นที่มีเพดานกำกับ ซึ่งจะช่วยป้องกันทั้งการขาดทุนของโรงกลั่นและการขูดรีดผู้บริโภค พร้อมเตือนว่า การใช้กองทุนน้ำมันไปกู้เงินมหาศาลกว่า 1 แสนล้านบาท มาอุดหนุนแบบผิดวิธี จะกลายเป็นภาระหนี้ชั่วลูกชั่วหลานของประชาชนไทยในที่สุด
อย่างไรก็ตาม ภาคีเครือข่ายฯ ขอให้รัฐบาลยุติการเอื้อประโยชน์ให้บริษัทพลังงานในตลาดหลักทรัพย์ และหันมาใช้อำนาจตามกฎหมายปกป้องผลประโยชน์ของคนไทยในฐานะเจ้าของทรัพยากรอย่างแท้จริง
