
จากกรณีเมื่อปี 2564 บริษัท ลาภประทาน จำกัด และ บริษัท ทับทิมทร จำกัด เจ้าของโครงการโรงแรม “ดิ เอทัส” ได้ยื่นฟ้องกรุงเทพมหานครต่อศาลปกครอง หลังถูกสั่งให้รื้อถอนอาคาร โดยอ้างว่าได้รับความเสียหาย จึงยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหาย แต่ศาลปกครองชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้อง บริษัททั้ง 2 จึงยื่นอุทธรณ์ และคดีได้ดำเนินต่อมาจนถึงศาลปกครองสูงสุด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ล่าสุด ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งยืนตามศาลปกครองชั้นต้น ไม่รับคำฟ้องของ บริษัท ลาภประทาน จำกัด และ บริษัท ทับทิมทร จำกัด โดยให้เหตุผลเรื่องการยื่นฟ้องคดีที่ล่าช้า
ทั้งยังเป็นการฟ้องเพื่อประโยชน์ส่วนตัว ไม่ใช่เพื่อประโยชน์สาธารณะ และไม่มีเหตุพิเศษที่ศาลจะรับไว้พิจารณาตามกฎหมาย ศาลปกครองสูงสุดจึงมีคำสั่งไม่รับฟ้อง ส่งผลให้คำสั่งรื้อถอนอาคารยังคงมีผลตามกฎหมายต่อไป
สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสภาผู้บริโภค กล่าวขอบคุณศาลปกครองสูงสุดสำหรับความยุติธรรมที่ได้รับจากคดีนี้ พร้อมกล่าวรำลึกถึง “บุคคลสำคัญผู้อยู่เบื้องหลัง” ในเส้นทางกระบวนการยุติธรรม แต่ปัจจุบันได้เสียชีวิตไปแล้ว ได้แก่ ศาสตราจารย์นายแพทย์สงคราม ทรัพย์เจริญ ผู้เริ่มต้นร้องเรียน และ คุณเฉลิมพงษ์ กลับดี ทนายความผู้ผลักดันคดีอย่างต่อเนื่อง โดยทั้งสองเป็นผู้วางรากฐานสำคัญให้เกิดการตรวจสอบ และทำให้คดีสามารถดำเนินการมาจนถึงปัจจุบัน
รวมถึงผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด โดยเฉพาะผู้ว่า กทม. คุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รองผู้ว่า กทม. คุณวิศณุ สำราญรมย์ ผู้อำนวยการเขตปทุมวัน และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายที่ได้ให้คำมั่นจะปิดป้ายล้อมรั้วอาคารดิเอทัส พร้อมเตรียมเข้าสู่กระบวนการรื้อถอน ซึ่งมีกำหนดเริ่มดำเนินการในวันที่ 1 ธันวาคมนี้

“คดี ‘ดิเอทัส’ เป็นคดีตัวอย่างที่เกิดจากบูรณาการความร่วมมือของประชาชน หน่วยงานรัฐ ภาคประชาสังคม และสื่อมวลชนที่ติดตามตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง โดยขอให้กรณีนี้เป็นแรงผลักดันสำคัญให้มีการยกระดับมาตรการกำกับดูแลอาคารสูงในซอยแคบทั่วกรุงเทพฯ ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและประโยชน์สาธารณะอย่างเป็นระบบต่อไป” สารี กล่าว
สำหรับโครงการดิเอทัส ถือเป็นมหากาพย์แห่งการต่อสู้ยาวนานเพื่อทวงคืนความยุติธรรมให้แก่ผู้บริโภค โดยมีนายแพทย์สงคราม ทรัพย์เจริญ (ปัจจุบันถึงเสียชีวิตไปแล้ว) ผู้ได้รับผลกระทบเป็นผู้ริเริ่มดำเนินการ หลังไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อการปฏิบัติตามกฎหมาย แม้ศาลปกครองจะมีคำสั่งให้รื้อถอนอาคารตั้งแต่ปี 2557 แต่ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา โครงการดังกล่าวยังไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลอย่างครบถ้วน ซึ่งสะท้อนปัญหาที่อาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรมของประเทศ
ย้อน 11 ปี.. คดีรื้อตึกดิเอทัส
ศาลปกครองสูงสุด มีคำพิพากษาเมื่อปี 2557 ให้ระงับการใช้อาคาร ‘ดิ เอทัส’ และให้กรุงเทพมหานคร (กทม.) ดำเนินการรื้อถอนอาคารดังกล่าว เนื่องจากเป็นอาคารที่ก่อสร้างโดยผิดกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม ปรากฎว่าในขั้นตอนการบังคับคดีนั้น กระบวนการรื้อถอนอาคารมีความล่าช้าอย่างมาก และถูกยื้อเวลาจากฝ่ายเอกชนเจ้าของอาคารมาโดยตลอด โดยเมื่อวันที่ 15 มี.ค.2565 สำนักงานเขตปทุมวัน ได้นำบริษัท ทำเลไทย ธรรมชาติ จำกัด เข้าพื้นที่ฯเพื่อทำการรื้อถอนอาคาร 2 หลัง ที่ผิดกฎหมายของ ดิ เอทัส แต่ติดปัญหาว่า มีทรัพย์สินอยู่ภายใน จึงแจ้งคำสั่งให้บริษัทเอกชนเจ้าของอาคาร ดำเนินการย้ายทรัพย์สินออกจากอาคารพิพาทภายใน 30 วัน แต่ฝ่ายเอกชน เจ้าของอาคาร ไม่ยอมขนย้ายทรัพย์สินออกไป และต่อมายังพบปัญหาอีกว่า บริษัทฯเจ้าของอาคารมีการควบคุมการเข้าออกอาคารพร้อมกับกุญแจล็อกประตู และแจ้งว่า “ห้ามทำให้ทรัพย์สินทุกชิ้นภายในอาคารเสียหาย” ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวได้ยืดเยื้อมาจนถึงวันที่ 22 พ.ย.2566 แต่ผู้แทนเจ้าของอาคารยังคงประวิงเวลา และแจ้งว่าทางบริษัทฯ ยังไม่สะดวกในการส่งมอบพื้นที่ให้กับสำนักงานเขตปทุมวัน และไม่ยอมรับคำตัดสินของศาลปกครองสูงสุด โดยบริษัทได้ยื่นฟ้องกระงเทพมหานครต่อศาลปกครองอีกครั้ง หวังรื่อฟื้นคดีใหม่เมื่อปี 2564
