
“แบงค์ ศุภณัฐ” ซัดรัฐบาลอนุทินเองต้นเหตุไม่ลงนาม “ระเบียบลดชั้นผู้รับเหมา” ทำให้ไม่สามารถลดชั้น-ตัดสิทธิประมูลงานกับบริษัทสะเพร่าได้
นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ ผู้สมัคร สส. กรุงเทพฯ เขต 9 พรรคประชาชน กล่าวถึงเหตุการณ์เครนก่อสร้างที่ใช้ในการก่อสร้างทางรถไฟความเร็วสูง กรุงเทพ-โคราช พังถล่มลงมาทับขบวนรถไฟด่วนพิเศษ บริเวณพื้นที่ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา จนส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก ว่าในฐานะที่เคยผลักดันเรื่องการยกระดับมาตรฐานการก่อสร้าง และเป็นตัวแทนพรรคประชาชนในการอภิปรายปัญหานี้ในวันที่รัฐบาลนายกฯ อนุทินแถลงนโยบายต่อรัฐสภา รวมถึงเป็นผู้เสนอญัตติให้สภาฯ ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการยกระดับมาตรฐานการก่อสร้าง มาตรฐานความปลอดภัย การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ และการพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมรับเหมาก่อสร้างอย่างเป็นระบบ ตนขอแสดงความเสียใจต่อผู้ประสบภัยและครอบครัวทุกท่าน และขอประณามการทำงานของ บมจ.อิตาเลียนไทย ดีเวล็อปเมนต์ ที่ทำให้เกิดโศกนาฏกรรมขึ้นอีก หลังจากเกิดเหตุกับตึก สตง. ถล่มเมื่อต้นปีก่อน และขอเรียกร้องให้ผู้บริหารบริษัทออกมากราบขอขมาต่อผู้ประสบภัย และแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ในครั้งนี้โดยด่วน

นอกจากนี้ ยังขอประณามรัฐบาลอนุทินที่ไม่เร่งลงนามในร่างกฎกระทรวง กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับผู้ที่มีสิทธิ์ขอขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการ หรือ “ระเบียบลดชั้นผู้รับเหมา” ทั้งที่ยกร่างเสร็จแล้ว ตั้งแต่เดือนกันยายน 2568 แต่รัฐบาลกลับเพิกเฉยจนเกิดเหตุการณ์ยุบสภา ทำให้เราไม่สามารถ “ลดชั้น” และ “ตัดสิทธิประมูลงาน” บริษัทที่ทำงานประมาทเลินเล่อจนมีคนเสียชีวิตจำนวนมากได้
นายศุภณัฐ กล่าวต่อไปว่า ในช่วงที่ตนทำหน้าที่รองประธานกรรมาธิการวิสามัญยกระดับมาตรฐานการก่อสร้างฯ พวกเราได้ศึกษาและจัดทำข้อเสนอการยกระดับมาตรฐานการก่อสร้างและความปลอดภัยหลายเรื่อง เช่น
1. ให้สภาวิศวกรทำงานเชิงรุก จัดทำระบบตรวจสอบการรับงานเกินตัวของวิศวกร การยัดชื่อแต่ไม่อยู่คุมงาน การขายลายเซ็น การปลอมลายเซ็น รวมถึงการทดสอบสมรรถณะและความรู้ก่อนจะต่ออายุใบอนุญาตวิชาชีพ
2. ให้มีการจัดตั้งหน่วยงานอิสระ ที่มีอำนาจในการสุ่มตรวจสอบงานก่อสร้าง และสืบสวนกรณีอุบัติเหตุงานก่อสร้าง (accident investigation) หาสาเหตุเพื่อนำเสนอแนวทางปรับปรุงกฎหมาย มาตรฐาน หลักเกณฑ์ต่างๆ และนโยบายต่อรัฐบาลได้ตลอด โดยไม่ต้องรอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเป็นรายอุบัติเหตุ เพราะไม่เช่นนั้นหากมีกรณีใดที่รัฐมนตรีไม่สนใจ หรือมีมูลเหตุจูงใจทางการเมืองให้เลี่ยงการตรวจสอบ ก็จะไม่มีการตั้งคณะกรรมการไปตรวจสอบ

3. การเพิ่มใบรับรองความรู้ความชำนาญเฉพาะด้านของวิศวกร เช่น ด้านการออกแบบอาคารสูงต้านแผ่นดินไหวในเขตชั้นดินอ่อน ด้านการออกแบบและควบคุมงานก่อสร้างโครงสร้างนั่งร้านชั่วคราว ด้านการรองรับการเทคอนกรีต ด้านการควบคุมการทำงานของโครงเหล็กเลื่อน (Launching Gantry: LG) และออกกฎหมายให้ครอบคลุมการทำงานของโครงเหล็กเลื่อน เพราะอุบัติเหตุหลายครั้งเกิดขึ้นเกิดจากการใช้โครงเหล็กเลื่อน
4. รัฐควรกำหนดงบประมาณค่าใช้จ่ายในการจัดซื้อจัดจ้างโครงการก่อสร้างที่มีความซับซ้อนสูง โครงการก่อสร้างใจกลางเมืองที่มีการจราจรคับคั่ง มีพื้นที่ปฏิบัติงานน้อย มีเวลาการทำงานสั้น หรือบังคับทำในเวลากลางคืน ว่าต้องมีการจัดสรรงบแปรผันตามที่เหมาะสมกับรูปแบบการทำงาน มีการแยกเฉพาะหมวดปริมาณงานด้านการจัดการเกี่ยวกับความปลอดภัย และค่าใช้จ่ายในการคำนวณแบบระหว่างขั้นตอนการก่อสร้าง
5. การจัดทำระบบติดตามการก่อสร้าง (construction site monitoring system) โดยกำหนดให้มีการติดกล้องวงจรปิด เก็บข้อมูลคนเข้าออกไซต์ก่อสร้าง ติดตั้งเซ็นเซอร์เสียง ฝุ่น แรงสั่นสะเทือน พร้อมจัดทำแดชบอร์ดและเปิดเผยข้อมูลแบบเรียลไทม์

6. การจัดทำแผนที่ระบุที่ตั้งและข้อมูล “โครงการที่กำลังก่อสร้าง” โดยเปิดเป็นฐานข้อมูลออนไลน์ให้ประชาชนทราบว่ามีโครงการอยู่ที่ตำแหน่งใดบ้าง พร้อมรายละเอียดโครงการ แบบก่อสร้าง ผู้ว่าจ้าง ผู้รับเหมา ผู้ควบคุมงาน รายชื่อผู้เกี่ยวข้อง ตำแหน่งหน้าที่ ความคืบหน้าโครงการ รายการแก้ไขแบบ บันทึกประจำวัน ประวัติการเข้าออกไซต์งาน และรายละเอียดกรมธรรม์อุบัติเหตุก่อสร้าง โดยที่ประชาชนไม่ต้องไปค้นหาข้อมูลเองแบบปัจจุบัน
7. รัฐควรเร่งกำหนดบทลงโทษที่ชัดเจนสำหรับผู้รับเหมาที่ทำผิดซ้ำซากหรือประมาท เช่น เพิกถอนการขึ้นทะเบียน ตัดสิทธิ์ในการเข้าร่วมประมูลงานในโครงการต่อไปโดยเร่งด่วน
"ยังมีอีกหลายมาตรการและกฎหมายอีกหลายฉบับ ทั้งระดับ พ.ร.บ. และระดับกฎกระทรวงที่กรรมาธิการวิสามัญฯ ศึกษาแล้วเสร็จ และได้เสนอแก้ไขไว้ในรายงานของกรรมาธิการที่เสนอต่อสภาฯ แต่มีการยุบสภาเสียก่อน จึงมิได้รายงานต่อสภาฯ เพื่อส่งต่อไปยังรัฐบาลให้ดำเนินการ"