
ประเด็นสุดร้อนในเรื่องของ สำนักงานประกันสังคม สปส.และกองทุนประกันสังคมที่มีอยู่กว่า 2.9 ล้านล้านบาท ผู้คนกำลังสัพยอกว่าเป็นกองทุน"สามล้อถูกหวย" ไปแล้ว เพราะถูกละเลงใช้จ่ายออกไปโดยไม่คำนึงถึงหัวอกลูกจ้างผู้ประกันตนแต่อย่างใด
…
โดยเฉพาะการนำเงินจากกองทุนประกันสังคมไปลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทน ออกดอกผลสูงสุดให้กองทุนรองรับการดูแลผู้ประกันตนในอนาคตที่ไม่รู้บอร์ด และฝ่ายบริหาร สปส. ไปลงทุนอีท่าไหน ถึงมีแต่กรณีลงทุนและใช้จ่ายสุดอื้อฉาว ทั้งกรณีลงทุนในกองสิทธิอสังหาริมทรัพย์ TU Dome 800 ล้าน ที่วันนี้มีมูลค่าเหลืออยู่ไม่ถึง 100 ล้าน..

การดอดเอาเงินไปปรับปรุงโรงอาหารของกระทรวงแรงงาน ซึ่งไม่ใช่หน้าที่หรืออยู่ในขอบเขตที่ สปส. สมควรจะไปลงทุน หรือแม้แต่การเจียดเงิน 35 ล้านไปตัดสูทหรู ให้แก่เจ้าหน้าที่ สปส. จนทำให้ทำไปทำมากลับมีแต่กระแสข่าวกองทุนประกันสังคมอาจจะถึงคราถังแตกในอนาคต 25-27 ปีข้างหน้า

ท่ามกลางกระแสการวิพากษ์วิจารณ์ที่เกิดขึ้น หลายฝ่ายมีการหยิบยกโมเดลกองทุนประกันสังคม "ในฝัน" ที่ไม่รู้ว่า สปส. ได้เคยรับรู้กันหรือไม่ นั่นก็คือกองทุนประกันสังคมของมาเลเซีย เพื่อนบ้านไทยเราเอง ที่ได้ชื่อว่า เป็นกองทุนประกันสังคมที่ขึ้นชื่อว่าบริหารจัดการดีที่สุดและโปร่งใสสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
โดยกองทุนประกันสังคมของมาเลเซีย มีมูลค่ากองทุนราว 10.5-11 ล้านล้านบาท (ใหญ่กว่าของไทยราว 4 เท่า) มีผลตอบแทนเฉลี่ยมากกว่า 6% ต่อปี โดยประกันสังคมของมาเลเซียจะแบ่งหน่วยงานที่ดูแลกองทุนเป็น 2 ส่วน คือ SOCSO ที่จะดูแลเรื่องเงินทดแทนเยียวต่างๆ กับ EPF ที่มีหน้าที่ดูแลกองทุนสำรองเลี้ยงชีพโดยเฉพาะ
การหักเงินสมทบของมาเลเซียนั้น ลูกจ้างคนทำงานจะถูกหักเงินสมทบเข้ากองทุนมากกว่าไทย ในอัตรา 11% เข้ากองทุน EPF +0.5% เข้ากองทุน SOCSO จากเงินเดือน ส่วนนายจ้างจะจ่ายสมทบ 12-13% เข้ากองทุน EPF+1.75% เข้ากองทุน SOCSO หรือเฉลี่ยรวมแล้วนายจ้างและลูกจ้างจะถูกหักเงินสมทบราวๆ 24-25% หรือ 1 ใน 4 ของเงินเดือนที่ได้รับ
ขณะที่ลูกจ้างชาวไทยและผู้ประกอบการจ่ายสมทบ 5% ของฐานเงินเดือน สูงสุดที่ 875x2 = 1,700 บาท และรัฐสมทบเพิ่ม 2.75% สูงสุด 481.25 บาท

การที่ลูกจ้าง คนทำงานถูกหักเงินเข้ากองทุนในอัตราที่สูงกลับเป็นผลดีต่อตัวลูกจ้างเองในอนาคต เพราะเกิน 90% ของเงินสมทบที่จ่ายไปในแต่ละเดือน จะถูกส่งเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ที่มีการตั้ง “เป้าหมายเงินออมขั้นต่ำ” ว่า เมื่อผู้ประกันตนอายุถึง 55 ปีแล้ว จะมีเงินในบัญชีกองทุนนี้ อย่างน้อย 240,000 ริงกิต หรือราว 1.8-1.9 ล้านบาท (หากไม่มีการถอนออกไปใช้เลย)
แต่หากเลือกรับเงินบำนาญรายเดือน ในระยะเวลา 20 ปี จะได้รับเงินบำนาญเดือนละ 1,000 ริงกิต หรือราว 8,000 บาท ซึ่งสูงกว่าบำนาญชราภาพของไทย และจากสถิติชี้ว่าผู้ประกันตนจำนวนมากมีเงินสะสมมากกว่าเป้าหมายเงินออมขั้นต่ำ โดยในกลุ่มชนชั้นกลางที่มีรายได้มั่นคง จะมีเงินสะสมในกองทุนสูงถึง 500,000-1,000,000 ริงกิต หรือประมาณ 4-8 ล้านบาทเลยทีเดียว เพราะได้ดอกเบี้ยทบต้น 5-6% ตลอด 30 ปีที่ส่งเงินสมทบ
นอกจากนี้ กองทุน EPF ยังมีจุดเด่นที่ความยืดหยุ่น เงินสมทบที่ส่งเข้ามาจะถูกแบ่งเป็นหลายบัญชี และหากมีความจำเป็นผู้ประกันตนสามารถทำเรื่องขอเบิกเงินส่วนหนึ่ง (ไม่เกิน 10%) มาใช้ก่อนได้ และเมื่ออายุครบ 55 ปี ก็ยังเลือกได้ว่าต้องการรับเงินบำนาญเป็นรายเดือน หรือต้องการเงินก้อนใหญ่ไปบริหารจัดการเอง
อีกจุดหนึ่งที่แตกต่างจากกองทุนประกันสังคม สปส. ของไทย ก็คือ ขณะที่กองทุนของไทยเลือกลงทุนส่วนใหญ่กับสินทรัพย์ในประเทศ โดยเฉพาะพันธบัตรรัฐบาลที่ลงทุนไปเกือบ 50% (เน้นลงทุนความมั่นคงสูง ความเสี่ยงต่ำ แต่ผลตอบก็ต่ำ) รวมถึงการลงทุนในตลาดหุ้นและสินทรัพย์อื่นๆ

แต่กองทุนประกันสังคมของมาเลเซียนั้น มีการแบ่งไปลงทุนในสินทรัพย์นอกประเทศ ราว 39% เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยงให้กองทุน นั่นจึงทำให้กองทุนประกันสังคมของมาเลเซียได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่ระดับ A- (โดย S&P Global Ratings ) สูงกว่ากองทุนประกันสังคมของไทยที่เป็นกองทุนระดับ BBB+ แล้ว
ที่สำคัญ กองทุน EPF ของมาเลเซีย ยังเป็นโมเดลต้นแบบที่ "กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ" หรือ กบข. นำมาใช้พัฒนาระบบบริหารจัดการเงินสะสมให้กับข้าราชการไทยด้วย
ส่วนกองทุนประกันสังคมของไทยนั้นยึดโมเดลไหนเป็นต้นแบบ คงต้องถามบอ(ร์)ดประกันสังคม และกระทรวงแรงงานแล้ว เพราะกี่สิบปีผ่านไปก็ยังคงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงให้ผู้ประกันตนได้ชื่นใจเลยสักนิด
มีแต่ลุ้นระทึกเกษียณจากงานแล้วจะได้เงินบำนาญชราภาพไหมหนอ เท่าไหร่หนอ