
กรณีการ “ฮั้ว สว.” เมื่อกลางปี 67 เป็นเรื่องที่ท้าทายกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยมากมาย แถมยังส่งผลเสียหายอย่างร้ายแรงต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เพราะขัดต่อหลักการ “ถ่วงดุลอำนาจ” ระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติ กับฝ่ายบริหาร (รัฐบาล) และองค์กรอิสระต่างๆ เช่น กกต.-ศาลรัฐาธรรมนูญ-ผู้ตรวจการแผ่นดิน-ป.ป.ช. ซึ่งหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของ สส.-สว.-รัฐบาล ให้มีความโปร่งใส
…
แต่เมื่อวันที่ 12 มี.ค.69 มีกระแสข่าวอกมาว่า “อนุฯ กกต.” 7 คน ได้วินิจฉัยสำนวนคดีฮั้ว สว. แล้วมีมติ 5 ต่อ 2 เสียง ปล่อยผีผู้ถูกกล่าวหาว่าฮั้ว สว. ทั้งหมด 229 คน ว่าไม่มีมูลความผิด แม้ว่าอนุฯ กกต. ส่วนน้อย 2 เสียง จะชี้ว่าในกลุ่ม สว. 138 คน มีมูลกระทำผิดถึง 134 คน (รอด 4 คน) ปัจจุบันกระบวนการดังกล่าวอยู่ในขั้นตอนตรวจสอบความเห็น และลงชื่อเสนอต่อ กกต. ชุดใหญ่ 7 คน ต่อไป

คดีฮั้ว สว. มีทั้ง สว. ชุดปัจจุบัน 138 คน ถูกแจ้งข้อกล่าวหา รวมทั้งของพรรคภูมิใจไทย นำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายไชยชนก ชิดชอบ ถูกตั้งข้อสงสัยว่าเกี่ยวข้อง จนนำไปสู่การแจ้งข้อกล่าวหาว่ามีส่วนพัวพันกับการฮั้ว สว.
เมื่อเกมการฮั้ว สว. ทำได้สำเร็จ จึงถูกมองว่างานนี้ระบอบบุรีรัมย์ “กินรวบ” ยึดทั้งสภาล่าง (สส.) และสภาบน (สว.) ที่มีอำนาจในการโหวตให้ผ่าน หรือไม่ให้ผ่าน บุคคลที่จะมาเป็น “ตุลาการ-กรรมการ” ในองค์กรอิสระต่างๆ
ดูเหมือนงานนี้ “ระบอบบุรีรัมย์” มีสิทธิ์พิเศษ เหมือน “ม็อบมีเส้น” ในอดีต เนื่องจากมีการปล่อยให้ สว.ชุดปัจจุบัน ที่ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาว่า ฮั้ว สว. จำนวน 138 คน ยังทำหน้าที่โหวตแต่งตั้งบุคคลเข้าไปเป็น กกต. ได้แล้ว 4 คน จึงกลายเป็น กกต. เสียงส่วนใหญ่ 4 ต่อ 3 เสียง
ในขณะเดียวกัน ยังมี กกต. อีก 1 คน ที่มาจากการแต่งตั้งโดย สว.ชุดก่อน และถูกแจ้งความเกี่ยวกับการวิ่งเต้นตำแหน่ง ได้กลายเป็นตัวแปรสำคัญให้เสียงของ กกต. ส่วนใหญ่ ขยับขึ้นไปเป็น 5 ต่อ 2 เสียง ทำให้ขบวนการฮั้ว สว. สบายใจได้

ทั้งที่สภาพแบบนี้ เข้าข่ายผลประโยชน์ทับซ้อน หรือ “ขัดกันแห่งผลประโยชน์” ชัดเจน แจ่มแจ๋ว! ว่า สว. 138 คนที่ต้องคดีฮั้ว สว. ยังโหวตแต่งองค์กรอิสระต่างๆ โดยเฉพาะ กกต. 4 คน มาช่วย “เกาหลัง” ให้ตัวเองใช่หรือไม่?
สรุปว่า งานนี้ทั้งสภาสูง-สภาล่าง-รัฐบาล-องค์กรอิสระ “ระบอบบุรีรัมย์” กวาดเรียบ กินรวบ! แถมทำอะไรก็อาจจะไม่ผิดอีกด้วย.
เสือออนไลน์